TEGH มั่นใจเข้าเทรดวันแรกเหนือจองปักธง 5 ปี รายได้โตเท่าตัวแตะ 2.2 หมื่นลบ.

Categories : Update News, Stock Market

Public : September 29, 2022
 

TEGH มั่นใจเข้าเทรดวันแรกเหนือจอง ชูจุดเด่นธุรกิจคาร์บอนต่ำ-ห่วงโซ่ธุรกิจยั่งยืน-ผู้นำด้าน Sustainable Material

 

หุ้นยั่งยืนน้องใหม่ป้ายแดง TEGH มั่นใจลั่นระฆังเทรดวันแรก 30 กันยายนนี้ เชื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจให้กับนักลงทุน ชูจุดเด่น ธุรกิจคาร์บอนต่ำ-ห่วงโซ่ธุรกิจยั่งยืน-ผู้นำด้าน Sustainable Material ฟากซีอีโอ "เฉลิม โกกนุทาภรณ์" มั่นใจแผนการระดมทุนครั้งนี้ ช่วยผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เดินหน้าขยายกำลังการผลิตยางแท่ง-พลังงานทดแทนและการบริหารจัดการกากอินทรีย์ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจปาล์มน้ำมัน ตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิต Sustainable Material ก้าวสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral ปักธง 5 ปี รายได้โตเท่าตัวแตะ 2.2 หมื่นล้านบาท  เชื่ออนาคตเติบโตก้าวกระโดด

 

นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (“บริษัทฯ”) หรือ TEGH  เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 กันยายน 2565 หุ้น TEGH จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรกในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร   และมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างคึกคัก โดยจุดเด่นของบริษัทฯ คือการเป็นผู้นำในการผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานทดแทนประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรรายใหญ่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC

 

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ 2. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และ 3. ธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ โดยสินค้าของกลุ่มบริษัทฯ มีความน่าสนใจหลายด้าน ได้แก่ ยางแท่งของกลุ่มบริษัทฯ ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตยางล้อชั้นนำของโลก มีกลุ่มลูกค้ากระจายในทุกทวีปทั่วโลก เน้นผลิตเป็น Premium Quality ซึ่งแตกต่างจากยางแท่งทั่วไป และที่สำคัญสินค้าของกลุ่มบริษัทฯถือเป็น Sustainable Material ที่ผลิตมาจากวัตถุดิบที่ได้รับมาตรฐานความยั่งยืน ผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นสินค้าที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้

"กลุ่มบริษัทฯ มีโรงงานที่ได้มาตรฐานทั้งทางด้านคุณภาพและกระบวนการจัดการ โดยกลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติที่ได้มาตรฐานความยั่งยืน ทั้งจากมาตรฐาน FSC และ GOLS และเป็นองค์กรที่ได้รับมาตรฐาน Eco Factory และ Green Industry นอกจากนี้ สินค้ายางธรรมชาติของกลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับการรับรอง Carbon Footprint เป็น Low Carbon Product เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบริษัทฯ ยังได้รับรางวัลคุณภาพจากทั้ง Bridgestone, Sumitomo และ Pirelli รวมถึงได้รับรางวัลด้าน Sustainability จาก Pirelli และ Apollo ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ชั้นนำของโลก" นายเฉลิม กล่าว

นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์  กรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มราคายางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งยังคงสดใส และในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) จะถือเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจะทำให้ความต้องการในสินค้ายางธรรมชาติที่เป็น Premium Quality ของกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังมีการกระจายธุรกิจสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนและการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ ลดความเสี่ยงเรื่องความผันแปรจากฤดูกาล  และความเสี่ยงการพึ่งพากำไรจากสินค้าเกษตร

 

ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จำนวน 1,254.56 ล้านบาท  บริษัทฯ มีแผนจะนำไปใช้สำหรับวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1. เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจ และการลงทุนโครงการในอนาคต รวมถึงกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน จำนวน  260.00 – 475.00 ล้านบาท ภายในปี 2568  2. ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน จำนวน 700.00 ล้านบาท ภายในปี 2566 และ 3. เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 79.56 – 294.56  ล้านบาท ภายในปี 2566

 

"กลุ่มบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายรักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิต Sustainable Material เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของกลุ่มลูกค้าด้วยการขยายกำลังการผลิตยางแท่งเป็นประมาณ 420,000 ตันต่อปี เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตยางแท่ง Top 5 ของประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 22,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 และเป็นองค์กรที่เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิลในทุกกระบวนการ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทฯ ได้เป็น Eco Product อย่างแท้จริง และก้าวสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral" นางสาวสินีนุช กล่าว

 

นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญของบริษัทฯ  มั่นใจว่าหุ้นของบริษัทฯ จะเป็นหุ้นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ด้วยประสบการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้บริหารมายาวนานกว่า 30 ปี และด้วยจุดเด่นที่สำคัญของบริษัทฯ คือ รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ ESG ซึ่งจะเพิ่มการเติบโตในระยะยาวสอดคล้องกับแนวโน้มที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อมของโลก สนับสนุนจากการที่บริษัทได้รับ FSC และ GOLS ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่มีแนวโน้มที่จะซื้อวัตถุดิบยั่งยืนมากขึ้น และสินค้าของบริษัทฯ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวให้แข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืน

 

โดยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง อยู่ในกลุ่มผู้ผลิตยางล้อชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง อาทิ Michelin, Bridgestone, Goodyear, Sumitomo, Pirelli, Continental,  Apollo, Prometeon, Yokohama, Hankook, Nexen,  Sentury, Westlake, Kama, Deetone, Otani, Vee Rubber, Superstone, Prinx Chengshan, Kumho และ Zhongce  เป็นต้น

 

นายดิถดนัย สังขะรมย์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ เปิดเผยว่า หุ้น TEGH เป็นหุ้นที่มุ่งเน้นโมเดลดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดการผลิตโดยปลดปล่อยคาร์บอนต่ำและใช้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จาก Waste to Energy และ Waste to Value ด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในกลุ่มบริษัทฯ อย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยของเสียให้เป็นศูนย์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้ในระยะยาว ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์ของโลกที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

 

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้มีองค์ความรู้ และเป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ  ทั้งนี้การกระจายหุ้น IPO ที่่ผ่านมา มีนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปให้ความสนใจเข้าจองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต