+66847000180

  • Facebook

©2019 by Wealth Plus Today.

ลุ้นกนง.หั่นดอกเบี้ยบ่ายนี้


ลุ้นกนง.หั่นดอกเบี้ยบ่ายนี้ หนุนเงินเข้าหุ้น -เปิดสถิติ 2เดือนสุดท้ายเงินLTFไหลเข้า 3.1หมื่นล้าน


ช่วงบ่ายวันนี้ตลาดเงินและตลาดทุนรอฟังผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง) ว่าจะประกาศลดดอกเบี้ยลงอีกครั้งหรือไม่ ในอัตรา 0.25% หลังเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลง

จากผลกระทบทั้งปัจจัยเสี่ยงภายในและภายนอกประเทศ


อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมนักวิเคราะห์ก็ได้คาดการณ์กันอยู่แล้วกนง.จะลงดอกเบี้ย

ลาดหุ้น ด้านนักวิชาการ เสียงแตก มองประชุม กนง.รอบนี้ คงดอกเบี้ย แต่อาจปรับลดในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้ เชื่อไม่กระทบตลาดหุ้น


ASP คาดกนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%

บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซียพลัส มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ลง 0.25% จากปัจจุบัน 1.5% เหลือ 1.25% ทำระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับผลสำรวจ(Consensus) ใน Bloomberg ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาด กนง. จะลดดอกเบี้ยในรอบนี้


  ด้วยเงินเฟ้อไทย ล่าสุดเดือน ต.ค. ขยายตัว 0.11% ชะลอจาก 0.32% ในเดือน ก.ย. ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) หรือ ส่วนต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อ และ อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.5% ปรับกว้างขึ้นเป็น 1.39% เป็นช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยลงได้


เศรษฐกิจยังแย่ หนุนกนง.ลดดอกเบี้ย

  สำหรับสาเหตุหลักที่จะทำให้ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 62 ถึงปี 63 ยังฟื้นตัวล่าช้า เห็นได้จากรายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ย.62 ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่หดตัวเฉลี่ยราว 2.2% นับตั้งแต่ต้นปี จากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน


  และกระทบต่อการลงทุนเอกชนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต เดือน ก.ย. ลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 64.5% ชะลอจากเดือน ส.ค. ที่ 66.5% ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนจะยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 1 พ.ย.62 ที่มาเร็วกว่าคาดทำให้มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงปลายปี ซึ่งจะกระทบกับกำลังซื้อประชาชน


  ด้านค่าเงินบาทยังแข็งค่า ล่าสุด แกว่งอยู่ที่ระดับ 30.15 บาท/ดอลลาร์ จากต้นปี เฉลี่ยราว 32.2 บาท (ถือแข็งค่ามากสุดในภูมิภาค เทียบกับสกุลอื่นในภูมิภาคแข็งค่าน้อยกว่า หรือ อ่อนค่า อาทิ เงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่า 3%, เงินเปโซ ฟิลิปปินส์แข็งค่า 2.5% ขณะที่เงินมาเลเซียริงกิต และ เงินรูปีอินเดียอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ซึ่งการที่เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ราคาสินค่าส่งออกไทยแพงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และ กระทบต่อรายรับของผู้ส่งออกลดลง


หนุนเงินตราสารหนี้ย้ายเข้าตลาดหุ้น

  บล.เอเซีย พลัส ระบุต่อว่า หาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยตามคาดจริง จะส่งผลทำให้ Market Earning Yield Gap ขยายขึ้นไปแตะระดับ 5% โดยปัจจุบันขยายขึ้นมาอยู่ที่ 4.85% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก (ค่าเฉลี่ยนับจากปี 51 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 4.28%) ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนจากตราสารหนี้เข้ามาสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น

ประกอบกับช่วงปลายปีจะเป็นฤดูกาลเข้ามาลงทุนเพื่อให้ได้สิทธิทางภาษีสำหรับกองทุนหุ้นระยะยาว(LTF)และRMF ซึ่งคาดว่าน่าจะสนับสนุนให้เงินไหลเข้ามาตลาดหุ้นเพิ่มสูงขึ้นด้วย และยิ่งปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายจึงคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามามาก

นอกจากนี้หากดูสถิติในอดีตจะพบว่า เดือนพ.ยจะมีแรงซื้อLTF เข้ามา 12.3%ของแรงซื้อของทั้งปี และมากสุดในเดือนธ.ค คือ 45.1%หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 2เดือนสุดท้าย ประมาณ 3.1หมื่นล้านบาท



*** IMF ชี้ไทยยังมีช่องว่างให้ใช้นโยบายการเงิน

  นางคริสตาลีนา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า การประชุมกนง. จะต้องระมัดระวังในการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงในระยะข้างหน้าที่ยังต้องติดตาม ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ โดยด้านต่างประเทศ ยังมีเรื่องความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยฉุดรั้งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ


  อย่างไรก็ตามมองว่าประเทศไทย ยังมีช่องว่างที่จะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอีก รวมถึงมีทุนสำรองสูง จึงเป็นกันชนสำหรับรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นได้


  “ไทยโชคดีที่มีนโยบายการเงิน การคลังเหลือที่จะใช้เพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่จะใช้เมื่อไหร่ คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารของประเทศ สำหรับนโยบายด้านการคลังนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่การดำเนินงานหรือกลไกในการใช้ต้องระมัดระวัง และต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การหว่านเงินอย่างเดียว ต้องมีกลไกรองรับและให้เงินเข้ากระเป๋าประชาชนด้วย”นางคริสตาลีนา กล่าว