• yindee

กลยุทธ์ลงทุนหุ้นเดือนธ.ค.


บล.เอเซียพลัส เผยหุ้นไทย ธ.ค.62 ยังได้แรงซื้อจาก LTF - สถาบันช่วยพยุง แต่กำไรบจ.ปีนี้ - ปีหน้าที่ส่อแวววูบยังเป็นปัจจัยกดดัน แนะหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุน KKP, MAJOR, RS, ERW และ BCH ส่วนหุ้นที่ Overvalue และมีโอกาสถูกขายทำกำไร เช่น JAS และ OSP


   บล.เอเซียพลัส เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้น ในเดือน ธ.ค. 2562 ตลาดหุ้นยังมีต้องเผชิญกับหลากหลายบททดสอบ รวมถึงแรงซื้อ ต่างชาติมักจะหดตัวลง โดยเฉพาะช่วงท้ายของเดินที่เป็นเทศกาลวันหยุดยาว


   อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าน่าจะเห็นแรงซื้อ จากสถาบันฯเข้ามาหนาแน่นในช่วงที่เหลือของปีแทน เนื่องจากปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่กองทุน LTF จะได้สิทธิในการลดหย่อนภาษี จึงน่าจะเห็นแรงซื้อ ที่เข้ามากระจุกตัวช่วงท้ายของปี ซึ่งสอดคล้องกับสถิติในอดีตย้อนหลัง 14 ปีที่แรงซื้อ LTF กว่า 45.1% มักจะกระจุกตัวในเดือนสุดท้ายของทุกปี

   แรงซื้อ LTF ที่กระจุกช่วงท้ายปีในปริมาณมาก ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดการทำ Window Dressing หรือการดันราคาหุ้นของนักลงทุนสถาบันฯ เพื่อให้พอร์ตที่ลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึน้ ส่งผลให้งบการลงทุนรายไตรมาสออกมาดูดี ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นเหตุการณ์ในการเก็งกำไรโดยเฉพาะช่วงสิ้นไตรมาส 2 และสิ้นไตรมาส 4 เสมอ




   นอกจากนี้หากพิจารณาแรงซื้อ จากนักลงทุนสถาบันฯในช่วง 2สัปดาห์สุดท้ายของปี พบว่า ในช่วง 5 ปีหลังสุด มีการเร่งซื้อ หุ้น

ไทยจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันฯ อย่างเห็นได้ชัด และมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท


   ปรับลดกำไรสุทธิ ปี 2562-63 แต่ EPS ลดลงมากกว่าฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนปี 2562 เดิมไว้ที่ 9.99 แสนล้านบบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) 100.64 บาท แต่หลังการประกาศงบฯ พบว่า 9M62 บริษัททำกำไรสุทธิรวมกันได้6.95 แสนล้านบาท คิดเป็น 69.52% ของประมาณการฯ ทั้งปี ถือเป็นผลประกอบการที่ตํ่ากว่าที่คาด จึงยากที่จะเห็นกำไรสุทธิงวด 4Q62 วิ่งไปถึงที่ประเมินไว้


   ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2562-63 ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นของหุ้น/กลุ่ม อุตสาหกรรมต่างๆ โดยปี 2562 มีการปรับประมาณการฯ ทั้งขึ้นและลง กล่าวคือ ฝ่ายวิจัยฯ ปรับเพิ่มประมาณการฯ 14 บริษัทรวม 1.2 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทที่มีการปรับประมาณการฯ ขึ้นมากสุด ได้แก่ PTTEP MINT TPIPL MCS ตรงข้ามมีการปรับลดประมาณการฯ 50 บริษัท รวม 4.88 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและปิโตรเคมี อาทิ IVL IRPC BANPU SCC รวมถึง TRUE


   ผลรวมระหว่างส่วนเพิ่มกับส่วนลดของประมาณการใหม่ ปี2562 พบว่า ลดลงราว 3.69 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 3.69%มาอยู่ที่ 9.63 แสนล้านบาท แต่ฝ่ายวิจัยฯมีการปรับกำไรต่อหุ้น(EPS) ลดลงในอัตราที่แรงกว่า จากระดับ 100.64 บาท/หุ้น มา เหลือ 92.11 บาท/หุ้น หรือลดลง 8.5%


   สาเหตุที่ทำให้ EPS ปรับลดลงมากกว่ากำไรสุทธิ เกิดจากจำนวนหุ้นที่เป็นตัวหารเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ สะท้อนได้จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีหุ้น IPO เข้ามาซื้อ ขายในตลาดจำนวน 55 บริษัท ล้วนมีค่า P/E อยู่ในระดับสูง และมีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในปี 2562 มีหุ้น IPO เข้าในดัชนี SET กว่า 14 บริษัท ได้แก่ AWC ACE, SEG,DOHOME, SHR, RBF, ILM, SUPEREIF, SPRIME, ZEN,TTT, AIMCG, VRANDA และ CPW มี P/E เฉลี่ยสูงถึง 84.79เท่า (ไม่รวมกองทุนอสังหาฯ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน)


   โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่อย่าง AWC มี Market Cap. ในวันแรกที่เข้าตลาดฯ 1.87 แสนล้านบาท และมี P/E ย้อนหลัง 4 ไตรมาส 280 เท่า, และ ACE มี Market Cap. 4.72 ล้านบาท มี P/E ย้อนหลัง 4 ไตรมาส 69 เท่า เป็นต้น ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันEPS ของตลาดฯลดลง (เนื่องจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่ขยายขึ้น มากกว่าส่วนของกำไร)


   สำหรับแนวโน้มกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนปี 2563 เบื้องต้น คาดการณ์กำไรฯ อยู่ที่ 1.0 ล้านล้านบาท ถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมราว 4.76 หมื่นล้านบาท หรือ -4.53% จากช่วงก่อนหน้าที่ประเมินไว้ที่ 1.05 ล้านล้านบาท


   ส่วนกำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงมาอยู่ที่ 95.71 บาท (เดิม 105.48 บาท) ประมาณการกำไรสุทธิที่ถูกปรับลดลงส่วนใหญ่เกิดจาก กลุ่มพลังงานซี่งถูกปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลง 29% จากประมาณการเดิม ( หุ้นที่ถูกปรับลดประมาณการเช่น PTTBANPU IRPC), กลุ่มปิ โตรเคมี -16% (IVL PTTGC) รวมถึง หุ้น SCC


   ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯ กำหนดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย อ้างแหล่งอิงดูไบตั้งแต่ปี 2563 ไว้ที่ 65 เหรียญฯต่อบาร์เรล ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีทั้ง สายโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์ Spread ยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก ความต้องการที่ชะลอตัวจากสงครามการค้า ขณะที่ Supplyใหม่มีเข้ามาสู่ตลาดต่อเนื่อง


   กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปรับลดประมาณกำไรฯ ลงราว 11%โดยเฉพาะ KBANK เกิดจากการปรับลดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิตามแนวโน้มสินเชื่อที่ชะลอตัว รวมถึงการปรับลดรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย


   กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยฯ ปรับลดประมาณกำไรฯ ลงราว13% กดดันจากทั้ง ฝั่ง Demand เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอกระทบต่อกำลังซื้อ , มาตรการ LTV และการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของ สถาบันการเงิน ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับปัญหา Supply ในตลาดจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง 4


   สรุปคือ ฝ่ายวิจัยฯ มีการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 9.63 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น(EPS) 92.11 บาท/หุ้น ขณะที่ปี 2563 ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิ ลงมาอยู่ที่ 1.0 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น(EPS) 95.71 บาท/หุ้น แต่ EPS Growth เติบโตราว 4%YoY นับเป็นความคาดหวังใหม่หลังอัตราการเติบโตของกำไรฯ ในช่วงปี 2 ที่ผ่านมา (ปี 2561-2562F) ไม่สดใส


   กลยุทธ์ลงทุนเดือน ธ.ค. 2562 แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นDomestic Play มีพืน้ ฐานแข็งแกร่ง ราคา Laggard รวมถึงเป็นหุ้นที่แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปีนี้ ผสานกับเม็ดเงิน LTF + เกาะกระแสหุ้นที่มีโอกาสเกิดการทำ Window Dressing ของนักลงทุนสถาบันฯ สูง คือ KKP, MAJOR, RS, ERW และ BCH


   จากสถิติในอดีตจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปีและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยชนะตลาดฯทั้งสิ้นกล่าวคือ KKP ให้ผลตอบแทน 1.4%, MAJOR 2.3%, RS 4.2%, ERW 1.8% และ BCH 0.7% ขณะที่ SET Index เพิ่มขึ้นเพียง 0.23%


   ส่วนหุ้น Over Value ควรระมัดระวังในการลงทุน ได้แก่ JAS แม้ระยะสัน้ จะมีประเด็นบวกจากปันผลพิเศษ แต่ฐานกำไรปกติที่เริ่มตํ่าลงจนพลิกเป็นขาดทุนปกตินับจากปี 2563 จะกดดันราคาหุ้น, และ OSP ประสิทธิภาพทำกำไร 9M62 ต่ำกว่าคู่แข่ง ประกอบกับแนวโน้มกำไรปกติปี 2563 เติบโตในอัตราลดลง นอกจากนี้ PER แพงกว่า CBG และ หุ้นเครื่องดื่มโลก


+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook