• WPT Team

ขับรถใหม่ ไม่ได้มีแต่ค่างวด


เมื่อเลือกรถได้ถูกใจตามความต้องการใช้งานและกำลังทรัพย์ที่ตั้งไว้แล้ว ด่านต่อมาที่ต้องคิดถึง ก็คือค่าใช้จ่ายรายเดือน อย่างน้ำมันที่ต้องจ่ายออกไปทุกเดือนแน่ๆ ซึ่งจะจ่ายมากหรือน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะทางที่ใช้งานด้วย รวมถึงยังต้องมีค่าใช้จ่ายดูแลรักษาตามระยะทางอีก เช่น ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ค่าเปลี่ยนยางใหม่ และค่าอะไหล่สึกหรอต่างๆ


นอกจากนี้ ยังมีค่าภาษีประจำปีที่ต้องเสียให้กับรัฐทุกปีอีก ส่วนจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ หรือไม่ก็ขนาดน้ำหนักรถที่เราเลือก ซึ่งทางกรมการขนส่งทางบกมีสูตรให้เราสามารถคำนวณได้ว่าในแต่ละปีเราต้องเสียภาษีเท่าไร


อย่างเช่น ถ้าจดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู (ป้ายทะเบียนรถสีดำ) จะคิดภาษีตามขนาดเครื่องยนต์ เช่น ถ้าเครื่องยนต์ขนาด 1,100 ซีซี ช่วง 5 ปีแรก ต้องเสียภาษีเต็มจำนวนปีละ 1,050 บาท


เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซีซี ก็เสียภาษีปีละ 1,800 บาท และเครื่องยนต์ขนาด 3,000 ซีซี เสียภาษีปีละ 6,900 บาท แต่พอเริ่มปีที่ 6 ได้ส่วนลด

ปีละ 10% ไปจนถึงปีที่ 10 ได้ส่วนลด 50% ไปตลอด


แต่ถ้าเป็นรถกระบะบรรทุก 2 ประตู และรถตู้ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง ที่จดทะเบียนเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ (ป้ายทะเบียนรถสีเขียว) จะคิดภาษีตาม

น้ำหนักรถ เสียเท่ากันทุกปี เช่น รถกระบะ น้ำหนักรถ 1,750 กิโลกรัม เสียภาษีปีละ 1,050 บาท รถน้ำหนัก 1,900 กิโลกรัม เสียภาษีปีละ 1,350 บาท


นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่สำคัญอีกอย่างที่ต้องคำนึงถึง คือ เรื่องของการทำประกันภัยรถยนต์ที่นอกเหนือจากประกันภัย พ.ร.บ. (บังคับรถทุกคันต้องมี) เพื่อให้บริษัทประกันเข้ามารับความเสี่ยงแทนเรา ในการดูแลเรื่องความคุ้มครองของภัยที่อาจเกิดขึ้นกับตัวรถ ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร ทรัพย์สินและบุคคลภายนอก รวมถึงการโจรกรรมรถเข้าไปด้วย


ดังนั้น รถใหม่ป้ายแดงควรต้องทำประกันชั้น 1 ไว้ก่อน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองมากที่สุด ดีที่สุด แม้ค่าเบี้ยจะแพงสุดก็ตามเช่นกัน ซึ่งหลักคร่าวๆ ที่จะใช้ในการตัดสินใจ ก็ให้ดูเรื่องความมั่นคง ฐานะการเงิน ชื่อเสียง เรื่องการบริการ และจำนวนสาขาที่มีอยู่ของบริษัทประกันเป็นหลักไว้ก่อน ซึ่งเรื่องฐานะหรือสาขาของบริษัทประกันสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของแต่ละบริษัท และของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)


ส่วนเรื่องบริการนั้น อันนี้ให้ลองถามญาติสนิทมิตรสหายดูก่อนก็ได้ว่า บริษัทประกันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง หรือลองใช้บริการตามเว็บไซต์รถยนต์ทั้งหลายก็ได้ รับรองว่ามีคอมเมนต์ให้ตัดสินใจเพียบ ส่วนจะถูกใจพอใจหรือไม่ ก็ต้องว่ากันอีกที


อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทประกันจะคิดค่าเบี้ยกับเราเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับความคุ้มครองว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตัวทรัพย์สินรถของเราหรือทรัพย์สินบุคคลภายนอก และค่ารักษาพยาบาลบุคคลที่นั่งโดยสารภายในรถและบุคคลภายนอก ซึ่งโดยเฉลี่ยถ้าทุนประกันอยู่ที่ 1 ล้านบาท ค่าเบี้ยก็ประมาณปีละ 2 หมื่นบาท


แต่หากเราตัดสินใจเลือกบริษัทประกันเพียงแค่ราคาต่ำสุดเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ก็อาจได้ไม่คุ้มเสีย เมื่อเราต้องแบกรับความเสี่ยงที่ขาดหายไปด้วยตัวเอง หากเกิดอะไรขึ้นในอนาคต


แม้แต่ประกันฟรีที่แถมมากับรถ หากเราไม่พอใจกับความคุ้มครองที่ได้รับ ก็สามารถเจรจาขอเพิ่มความคุ้มครองกับบริษัทประกันที่แถมฟรีมาก็ได้ เพียงแต่เราต้องเป็นผู้ออกค่าเบี้ยประกันส่วนต่างนั้นเอง


ก็พอทราบคร่าวๆ ถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปีไปบ้างแล้ว


ทีนี้ มาถึงเรื่องใหญ่ “เงินซื้อรถ” หากเป็นผู้ที่มีเงินสดก้อนใหญ่อยู่ในมือแล้วก็คงไม่มีอะไรมาก ตัดสินใจเลือกรถรุ่นที่ชอบได้แล้ว ก็เดินเข้าโชว์รูม วางเงินจอง ได้เวลารับรถออกมาขับเมื่อไหร่ ก็จ่ายเงินที่เหลือทั้งหมด เรื่องก็จบ


แต่ผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% ต่างหันมาพึ่งบริการกับบริษัทไฟแนนซ์เป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพียงแต่ต้องวางแผนและคิดคำนวณให้ดีว่า ทำอย่างไรจะกู้เงินให้ผ่านและผ่อนค่างวดได้ตลอดจนครบสัญญา


การจะกู้เงินกับไฟแนนซ์ให้ผ่าน เราเองก็ต้องมีความพร้อมด้านการเงินระดับหนึ่ง เพื่อใช้เป็นเงินดาวน์รถ เพราะไฟแนนซ์ไม่ได้ปล่อยกู้ให้เต็ม 100% เท่ากับราคารถอยู่แล้ว ซึ่งมาตรฐานวงเงินดาวน์

เฉลี่ยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 15-20% ของราคารถ


เช่น ถ้ารถราคา 1 ล้านบาท ก็ต้องมีเงินดาวน์ไว้ในมือ 1.5-2 แสนบาท ส่วนที่เหลืออีก 8-8.5 แสนบาท ก็ยื่นขอกู้กับไฟแนนซ์อีกที


ส่วนจะยื่นกู้กับไฟแนนซ์รายไหน ตอนไปดูรถที่โชว์รูม ก็ติดต่อดีลเลอร์ขายไว้ได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์ที่มีความมั่นคงทางการเงินอยู่แล้ว จึงไม่มีความแตกต่างกันมากนัก


ให้ตัดสินใจเลือกใช้บริการกับไฟแนนซ์ที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด ซึ่งจะคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดอายุสัญญา โดยพิจารณาบนเงื่อนไขที่ดีที่สุด เพื่อให้เราสามารถชำระค่างวดได้สะดวกที่สุดเป็นหลัก


ขณะเดียวกันไฟแนนซ์ก็จะดูจากรายได้ของลูกค้าก่อน ว่าสอดคล้องกับค่างวดที่ต้องการผ่อนชำระหรือไม่ ซึ่งเริ่มต้นจะกำหนดเงินดาวน์ไว้ที่ 20% และผ่อนประมาณ 48 เดือนไว้ก่อน


แต่ถ้าเรามีเงินก้อนมากพอก็สามารถเพิ่มเงินดาวน์ เพื่อขอลดดอกเบี้ยเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็ได้ หรือถ้าต้องการผ่อนค่างวดนานกว่า 48 เดือน ก็อาจต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการผ่อนชำระที่เหมาะของลูกค้าเอง ก็ไม่ควรมีภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ ซึ่งในส่วนนี้เราเองก็คงนำไปคำนวณได้คร่าวๆ ว่า จะผ่อนค่างวดไหวหรือไม่ และมีผลต่อสภาพคล่องทางการเงินทั้งในปัจจุบันและในอนาคตหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากค่าเบี้ยประกันภัย ค่าน้ำมันรถในแต่ละเดือน และค่าบำรุงรักษารถต่างๆ


เช่น รถป้ายแดง ราคา 1 ล้านบาท เงินดาวน์ 20% เท่ากับ 2 แสนบาท กู้กับบริษัทไฟแนนซ์ 8 แสนบาท ดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี ผ่อนค่างวด 4 ปี (48 เดือน)


อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น 3%×4 ปี = 12%


ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด 800,000 บาท ×12% = 96,000 บาท


เงินต้นรวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย 800,000 บาท + 96,000 บาท = 896,000 บาท


ค่างวดที่ต้องจ่ายเดือนละ 896,000 บาท ÷ 48 เดือน = 18,666 บาท


หากไฟแนนซ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าลูกค้ามี

รายได้และรายจ่ายสอดคล้องกัน และมีเงินเหลือพอที่จะผ่อนค่างวดจนครบสัญญา เรื่องก็จบ รอเซ็นสัญญาเช่าซื้อได้เลย


แต่ถ้าเห็นว่าลูกค้ามีภาระเกินเกณฑ์ที่กำหนดและมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ไฟแนนซ์ก็จะใช้วิธีขอเพิ่มเงินดาวน์ให้สูงขึ้น หรือไม่ก็อาจให้ลูกค้าหาผู้ค้ำประกันมาเพิ่มอีก


พ่วงประกันชีวิต...ลดความเสี่ยง


เมื่อไฟแนนซ์โอเคกับเราแล้ว เพื่อความไม่ประมาท นอกเหนือจากการทำประกันภัยรถยนต์แล้ว ตัวคนที่ผ่อนค่างวดก็ควรทำประกันชีวิตไว้ด้วย เป็นแบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองสินเชื่อหรือเครดิตไลฟ์


เป็นแบบประกันที่ให้ความคุ้มครอง กรณีที่เราเสียชีวิตหรือพิการถาวร ไม่สามารถผ่อนค่างวดต่อไปได้อีก บริษัทประกันชีวิตก็จะมาจ่ายค่างวดที่เหลือทั้งหมดและปิดบัญชีนั้นแทนเราทันที คนข้างหลังก็จะได้รถไปใช้ โดยไม่ต้องผ่อนค่างวดอีกต่อไป


อย่างไรก็ตาม บริษัทไฟแนนซ์ไม่สามารถบังคับให้เราประกันชีวิตได้ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกค้าเป็นหลัก เพียงแต่มีออปชั่นเป็นตัวสร้างแรงจูงใจเพิ่ม เช่น ให้นำค่าเบี้ยมารวมอยู่ในเงินกู้ซื้อรถได้ แล้วให้ผ่อนเป็นค่างวดปกติ ลูกค้าไม่ต้องหาเงินก้อนมาซื้อประกัน


นี่เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ ในการเลือกซื้อรถป้ายแดง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน แต่ละปี เพื่อให้เราสามารถวางแผนบริหารสภาพคล่องได้อย่างราบรื่น มีรถขับได้อย่างชิลๆ ตลอดรอดฝั่ง 


+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook