• Chatchai

คริปโตฯ อย่าง “ลิบรา” จะมาไหม

โดย ลีลี่ โจว


ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เป็นต้นมา ชื่อของ ‘Libra’ หรือ ลิบรา ก็ได้รับการกล่าวขานกันอย่างอื้ออึงในวงการการเงิน รวมถึงวงการเทคโนโลยี เพราะนี่อาจจะเป็นชนวนสำคัญที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ไม่ได้สั่นสะเทือนแค่ธนาคาร ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงิน แต่อาจจะสั่นคลอนขาเก้าอี้ของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นฝ่ายกำกับนโยบายการเงินทุกประเทศทั่วโลกด้วย



เฟซบุ๊คนั้นประกาศว่าร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทชั้นนำระดับโลก 28 ราย เช่น วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เพย์พาล อีเบย์ และอูเบอร์ เปิดตัวคริปโตเคอเรนซีชื่อว่า ลิบรา ซึ่งจะเป็นคริปโตเคอเรนซีที่มีลักษณะเป็น stable coin คือ มีมูลค่าตามสินทรัพย์หนุนหลัง พร้อมจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อว่า สมาคมลิบรา ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อดูแลระบบบล็อกเชน และบริหารจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องที่ใช้หนุนหลังสกุลเงินลิบรา โดยคาดว่าจะเริ่มนำลิบรามาใช้งานจริงในปี 2563


ภายหลังเปิดตัวลิบราไม่นาน ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกก็ออกมาแสดงความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ทันที วันนี้เราจะมาสรุปกันให้ว่า แต่ละที่ แสดงท่าทีอย่างไรบ้าง


สหรัฐอเมริกา : ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศจุดยืนมาชัดเจนแล้วว่า เขาไม่ใช่แฟนของลิบรา และไม่เห็นด้วยที่จะนำลิบรามาใช้ในปีหน้า สอดคล้องกับ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ประกาศกร้าวว่า ให้เฟซบุ๊คระงับโครงการเปิดตัวลิบรา จนกว่าจะตอบคำถามที่คาใจได้ครบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความเป็นส่วนตัว การฟอกเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพทางการเงิน


ฝรั่งเศส : บรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส ออกโรงต้านแนวคิดเปิดตัวลิบราเช่นกัน โดยเขาเชื่อว่า ลิบราจะสร้างความท้าทายกับสกุลเงินที่มีรัฐบาลหนุนหลัง เช่น ยูโร


อังกฤษ : มาร์ค คาร์เน่ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ออกว่าชี้ว่า ลิบราจะต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบจากฝ่ายผู้ออกนโยบายทั่วโลกแน่นอน


รัสเซีย : อเล็กเซีย มอยสีฟ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัสเซีย ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียยังไม่ได้กำกับดูแลคริปโตเคอเรนซี แต่ประเทศก็มีแผนจะเข้าไปควบคุมดูแลการใช้คริปโตเคอเรนซีในประเทศ


ญี่ปุ่น : มาซาโยชิ อะมามิยะ รองผู้กว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น เฟซบุ๊คต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กำกับดูแลการฟอกเงินและการบริหารความเสี่ยง


จีน : รองหัวหน้าฝ่ายการชำระเงินและชำระบัญชี ธนาคารกลางจีน ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ลิบรา จะต้องได้รับการสนับสนุนและกำกับดูแลโดยธนาคารกลาง รวมทั้งต้องดำเนินการอยู่ในกรอบการกำกับที่เกี่ยวข้อง


เกาหลีใต้ : ผู้บริหารสูงสุดหน่วยงานกำกับบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ ออกมาระบุว่า ลิบราจะมีผลกระทบมหาศาลกับระบบการเงินในปัจจุบัน อุตสาหกรรมธนาคาร รวมถึงลูกค้าของภาคการเงิน โดยสิ่งหนึ่งที่เกาหลีใต้กังวลคือ รายละเอียดอีกมากของลิบราที่ยังไม่มีใครรู้ โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังเป็นจุดอ่อน รวมทั้งในกรณีที่ธนาคารไม่สามารถควบคุมดูแลลิบราได้ ลิบราก็จะกลายเป็นช่องทางของการฟอกเงินไปโดยปริยาย


อินเดีย : รัฐบาลอินเดีย ออกมาแสดงจุดยืนว่าจะคัดค้านโครงการลิบรา ซึ่งการส่งสัญญาณนี้ค่อนข้างมีความสำคัญต่อโครงการ เพราะจุดประสงค์ที่ทำให้เกิดลิบราขึ้นมาก็เพื่อเข้าถึงตลาดกำลังพัฒนาและกลุ่มประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคารทั่วโลก


สิงคโปร์ : ธนาคารกลางสิงคโปร์ ระบุว่า ลิบรายังอยู่ในขั้นต้นของการพัฒนา ซึ่งธนาคารกลางสิงคโปร์ก็เหมือนหน่วยงานกำกับอื่นๆ ทั่วโลก ที่ต้องประเมินผลประโยชน์และความเสี่ยงของลิบราให้ชัดเจน


อย่างไรก็ดี ในสิงคโปร์นั้นมีกฎหมายบริการชำระเงินที่ครอบคลุมการกำกับคริปโตเคอเรนซีแล้ว ทั้งในด้านเงินอิเล็กทรอนิกส์ การโอนเงินในประเทศและข้ามประเทศ นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งสิงคโปร์ก็จะเดินหน้าให้เฟซบุคดำเนินการให้เหมาะสมตามกฎระเบียบด้วย เมื่อ

โครงการลิบรามีความชัดเจนกว่านี้


ไทย : ยังไม่ได้ออกตัวแรงเท่ากับประเทศมหาอำนาจต่างๆ สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ได้ตั้งทีมศึกษา และพร้อมติดตามพัฒนาการของ ‘ลิบรา’ อย่างใกล้ชิด และ ธปท. ก็ได้รับการติดต่อจากเฟซบุ๊คแล้วที่จะเข้ามาขอร่วมหารือด้วยเรื่อง ‘ลิบรา’


ในฐานะที่ ธปท. เป็นหน่วยงานกำกับ ก็จะให้ความสำคัญดูที่ประชาชนเป็นหลัก โดยพิจารณาทั้งความสะดวกและความเสี่ยงที่มีควบคู่กัน มุ่งเน้นมิติความปลอดภัย เสถียรภาพของระบบ การวางข้อกำหนด เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในช่องทางที่ไม่สุจริต การดูแลว่าผู้ใช้บริการจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร เวลาที่มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น


ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย จัดเวทีวิชาการแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องลิบรา ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ลิบราเป็นความท้าทายของโลกและอาจเป็นจุดเปลี่ยนทำให้มีการใช้คริปโตเคอเรนซีแพร่หลายขึ้น ดังนั้นหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องติดตามความคืบหน้าของลิบรา และหารือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบคู่กับการกำกับดูแลที่เหมาะสม ส่วนภาคเอกชนมองว่า ลิบรา จะอยู่ได้ อยู่นานหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่อยู่แน่ๆ อีกนานคือ โซเชียลมีเดียและคริปโตเคอเรนซี

สรุป


เมื่อพิจารณาในห้วงเวลานี้แล้ว ‘ลิบรา’ จะคลอดออกมาใช้งานได้จริงหรือ? ในเมื่อหน่วยงานกำกับทั่วโลกออกโรงเหยียบเบรกกันถ้วนหน้า ก็ต้องบอกว่า ยังเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อได้เลยว่า หากธนาคารกลางประเทศต่างๆ ไม่กระโดดเข้าไปร่วมวงสนับสนุนลิบราด้วย ลิบราคงเกิดได้ยาก เพราะการมาของลิบรา อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสั่นคลอนภารกิจของธนาคารกลาง ทำให้ธนาคารกลางเข้าไปทำหน้าที่ควบคุมเสถียรภาพการเงินได้ยาก


ที่สำคัญยังทำให้ค่าของสกุลเงินท้องถิ่นต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเสื่อมความหมายลง หากคนหันไปใช้ ลิบรากันหมด เพราะจากสถิติการใช้เฟซบุ๊คล่าสุด สิ้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มีคนทั่วโลกที่ใช้งานเฟซบุ๊คสูงถึง 2,390 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งแค่เพียงเท่านี้ก็คิดเป็น 31% ของประชากรทั้งโลกที่มีกว่า 7,700ล้านคนแล้ว


ลองนึกภาพดูว่าถ้าทุกคนที่ใช้เฟซบุ๊คยอมรับและนิยมการใช้ลิบราแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้ากันในชีวิตประจำวัน ซ้ำยังหาผลตอบแทนจากการใช้เงินลิบราไปลงทุนได้จะเกิดอะไรขึ้นกับเงินสกุลท้องถิ่น ความจำเป็นของเงินสกุลท้องถิ่นก็จะค่อยหายไปเรื่อยๆ แล้วประเทศที่สกุลเงินของตัวเองเป็นใหญ่ หรือมีความสำคัญมากในโลก จะยอมได้อย่างไรกัน

TMSTH Ads-01.jpg
Banner เว็บไซต์ wealthplustoday ขนาด 250

+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook