• yindee

คัด 20 หุ้น รับประโยชน์กองทุน SEF

อัพเดตเมื่อ: 4 ต.ค. 2019




ASP คัด 20 หุ้น คาดรับประโยชน์จากกองทุน SEF คาดมีเม็ดเงิน 65% โยกจาก LTF เข้ามาแทนที่


 ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ถึง หุ้นที่ได้ประโยชน์ หากกองทุน SEF เข้ามาแทน LTF ชอบ PTTEP, JWD โดยทางสภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) ได้ทำการยื่นเสนอกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบใหม่ ในช่วงต้น ส.ค. 2562 เพื่อมาทดแทนการลงทุน LTF ในปัจจุบันที่จะหมดอายุในปีนี้


 ทั้งนี้ลักษณะของกองทุนใหม่ คือ กองทุนหุ้นยงั่ ยืน หรือ กองทุน SEF (Sustainable Equity Fund) คัดเลือกจากบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) ของบริษัทในการตัดสินใจลงทุนควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัท


  กองทุน SEF มีความแตกต่างกับ LTF 2 ส่วนหลักๆ คือ วงเงินลงทุนเพื่อใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีและนโยบายการลงทุนของกองทุน โดยในฝ่ายวิจัยจึงขอนำเสนอเฉพาะในส่วนของ การค้นหาหุ้นที่ได้ประโยชน์ หากเปลี่ยนมาใช้กองทุน SEF แทน


  ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะมีการโยกเม็ดเงินจากสัดส่วน 65% ของกองทุน LTF ที่เคยถือหุ้นไทยอะไรก็ได้ ซึ่งในตลาดมีหุ้นจดทะเบียนทั้งสิ้นกว่า 780 บริษัท ทั้ง ในดัชนี SET และ MAI รวมกัน มาลงทุนในหุ้นยั่งยืนของไทย หากพิจาณาจากดัชนี SETTHSI หรือ SET Thailand Sustainability Investment มีทั้งสิ้นเพียง53 บริษัท บวกกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในตลาด 8 บริษัท สังเกตได้ว่า จำนวนหุ้นในนโยบายการลงทุนในบบใหม่น้อยกว่าแบบเดิมมาก ทำให้ต้องมีหุ้นหลายๆบริษัท ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากขึ้น


  ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงทำการค้นหาว่าจะมีหุ้นอะไรได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว เริ่มต้นจากนำกองทุน LTF ทั้งหมด 93 กองทุนมาแจกแจง พร้อมกับเปรียบเทียบกับสัดส่วน Market Cap ของหุ้นในดัชนีSETTHSI รวมกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้ผลลัพธ์ 20 +4 หุ้น กล่าวคือ 20 หุ้นแรกมีโอกาสที่กองทุนจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากสุดในระยะถัดไป ส่วนอีก 4 หุ้น เป็นหุ้นอยู่นอกตาสายของกองทุน แต่ถูกนำมาคำนวณในดัชนี SETTHS


  20 หุ้นที่มีโอกาสถูกกองทุนเพิ่มนํ้าหนักในการลงทุนมากที่สุด หากนำกองทุน SEF มาแทน LTF


%ลงทุนจาก LTF %SETTHSI+ %ที่จะถูกเพิ่มน้ำหนัก

กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

AOT 4.86 10.45 5.59

PTT 8.48 13.23 4.75

ADVANC 3.63 6.49 2.87

SCC 2.75 4.98 2.22

DIF 0 1.85 1.85

PTTEP 3.15 4.97 1.82

TRUE 0.32 1.94 1.62

CPF 0.77 2.31 1.54

EA 0.28 1.78 1.5

SCB 2.77 4.05 1.28

PTTGC 1.32 2.44 1.12

CPN 1.84 2.91 1.07

HMPRO 1.42 2.24 0.82

RATCH 0.22 1.03 0.81

DTAC 0.59 1.36 0.78

BEM 1.04 1.68 0.65

TOP 0.8 1.44 0.64

BTSGIF 0 0.64 0.64

JASIF 0 0.6 0.6

DELTA 0.02 0.62 0.6

ที่มา Morningstar , SET , ASPS


4 หุ้นที่กองทุน LTF ไม่เคยลงทุนมาก่อน และมีโอกาสถูกกองทุนเพิ่มนํ้าหนัก หากนำกองทุน SEF มาแทน LTF


%ลงทุนจาก LTF %SETTHSI+ %ที่จะถูกเพิ่มน้ำหนัก

กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

PTG 0 0.31 0.3

JWD 0 0.09 0.09

THCOM 0 0.05 0.05

PM 0 0.05 0.05

ที่มา Morningstar , SET , ASPS

  ดังนั้นหากมีความคืบหน้าประเด็นการนำกองทุน SEF มาแทน LTF คาดเม็ดเงินจะค่อยๆ ถูกโยกย้ายมาลงทุนตามสัดส่วนในระยะถัดไป จากทั้ง 2 ตารางมีหุ้นที่ฝ่ายวิจัยชื่นชอบ ณ เวลานี้และอยู่ในพอร์ตจำลอง 2 บริษัท คือ


PTTEP(FV@B 166) เดิมกองทุน LTF ทั้งประเทศ 93 กองทุน ถือรวมกันอยู่ 3.15% ยังน้อยกว่าสัดส่วน Market Cap. หุ้นในดัชนี SETTHSI + กองทุนโครงสร้างพืน้ ฐานรวมกัน ที่ 4.97% ดังนั้น มีโอกาสสูงที่กองทุนจะต้องลงทุนเพิ่มใน PTTEP ราว 1.82% คิดเป็นเม็ดเงิน 7.1 พันล้านบาท ในมุมพื้นฐานคาดงวด 3Q62 ปริมาณขายจะเพิ่มขึน้ ราว 6.0%qoq จากงวดก่อนหน้า มาอยู่ราว 3.56 แสนบาร์เรลต่อวัน เพราะจะรับรู้โครงการ Murphy เข้ามาเป็นไตรมาสแรก แต่ต้นทุนต่อหน่วยที่คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 32-33 จาก 31 เหรียญฯต่อบาร์เรลในงวดก่อนหน้า อาจกดดันกำไรปกติให้ปรับตัวลดลงจาก 2Q62


  ในส่วนกำไรสุทธิคาดรับผลประโยชน์ทางภาษีจากค่าเงินบาทแข็งค่า โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางภาษี 100 ล้านเหรียญฯ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอิงดูไบเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 62.34 เหรียญฯ/บาร์เรล ใกล้เคียงกับสมมติฐานในปี 2562 ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้อย่างระมัดระวังที่ 60 เหรียญฯ/บาร์เรล บวกกับปัจจัยพื้น ฐานด้านปริมาณขายที่จะเพิ่มขึ้น จากโครงการใหม่ทยอยเกิดขึ้น จากการมุ่งเน้นขยายการลงทุนไปยังประเทศเพอื่ นบ้าน รวมถึงกลุ่มตะวันออกกลางในประเทศ UAE และ Oman ดังนั้นราคาหุ้นที่อ่อนตัว ลงมาอยู่ในระดับต่ำ และให้ Dividend Yield สูงราว 4.2% จึงถือเป็นโอกาสทยอยลงทุน


  JWD(FV@B 12.3) เป็นหุ้นนอกสายตาที่กองทุน LTF ทัง้ ประเทศ 93 กองทุน ไม่มีการถือครองอยู่เลย ขณะที่ในดัชนี SETTHSI + กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้น JWD อยู่ที่ 0.09% จึงมีโอกาสสูงที่กองทุนจะเพิ่มการลงทุนทันที คิดเป็นเม็ดเงิน 300 ล้านบาท


  ส่วนของปัจจัยพื้นฐาน คาดกำไรปี 2562 เติบโตสูงถึง 37% YoY เท่ากับ 345 ล้านบาท ผลักดันจากธุรกิจโลจิสติกส์จะเข้าช่วงฤดูกาล High Season ช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้การเดินหน้าโครงการท่าเรือมาบตาพุตเฟส 3 จะหนุนให้มีห่วงโซ่อุปทานด้านปิโตรเคมีและสินค้าเคมีภัณฑ์จากต่างประเทศมาจัดเก็บในคลังสินค้าของ JWD เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพธุรกิจของ JWD สดใสอย่างมาก และเติบโตต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า จากผลของ Synergy บริษัทร่วมทุน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR 13% (ทั้งนี้ยังไม่รวมถึง Synergy ที่จะเกิดขึน้ จากการร่วมมือกับ Strategic Partner ในต่างประเทศ)


+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook