FETCOลุ้นดัชนีไม่หลุด1200

ดัชนีหุ้นไทยยังคงปรับตัวลดลงจากแรงขายหุ้นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะสถาบันยังขายหนักกว่า 2,605.89ล้านบาท ส่วนต่างชาติขาย 1,282.89 ล้านบาท

ส่งผลให้ดัชนีปิดตลาดวันที่ 24 กย 2563 ที่ 1,247.46 จุดลดลง -16.55 จุดหรือ -1.31 % มูลค่าซื้อขายกว่า 56,230.84 ล้านบาท

กังวลศก.โลกชะลอจากโควิดรอบ 2-การเมืองในประเทศ ลดพอร์ตเหลือ25%

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผย ว่า ดัชนีหุ้นไทยช่วงเช้าปรับตัวลดลงแรง โดยปิดตลาดที่ 1,244.59 จุด ลดลง 19.42 จุด คิดเป็น 1.54% เป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย ความไม่แน่นอนของการเมืองภายในประเทศ ความเสี่ยงการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 2 และค่าเงินดอลลาร์เเข็งค่า โดยให้แนวรับ และแนวต้านของสัปดาห์นี้อยู่ที่ 1,240 - 1,275 จุด


  กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนถือเงินสดมากขึ้น ประมาณ 25-30% ของพอร์ตการลงทุน ส่วนหุ้นที่แนะนำ ชอบหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการผลิตวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 และมีศักยภาพในการฟื้นตัวโดดเด่นประกอบด้วย MINT, CRC และ BDMS



  ส่วน บล.โนมูระพัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงแรง เป็นผลจากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากการแพร่ระบาดโควิด-19 และความกังวลของเศรษฐกิจไทย ที่นักวิเคราะห์กำลังปรับคาดการณ์ใหม่ โดยหลังจากดัชนีร่วงต่ำกว่า 1,250 จุด จึงให้กรอบแนวรับและแนวต้านรอบใหม่ที่ 1,217-1,240 จุด


  กลยุทธ์การลงทุน แนะนำลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นเหลือ 25% ของพอร์ต แต่นักลงทุนที่ยังรับความเสี่ยงได้ และมองว่าช่วงหุ้นลงเป็นโอกาส แนะนำลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโค วิด-19 ชอบ TU, CPF และ XO



FETCO คาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ไม่หลุด 1,200 จุด ลุ้นเงินทุนไหลเข้า

  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยในงานสัมนา เจาะกลยุทธ์การลงทุนหุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ กองทุน ในช่วง Covid-19 ว่า ดัชนตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะไม่ลดต่ำไปกว่าระดับ 1,000 - 900 จุด เหมือนในช่วงเดือนมี.ค. หลังจากที่ขณะนี้หลายฝ่ายมีความเข้าใจในเรื่องของการระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด19 กันมากขึ้น ซึ่งในสิ้นปีนี้ก็มองว่าจะอยู่ที่ 1,200 จุด


  ขณะเดียวกันมองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงสิ้นปี 63 ถึงต้นไตรมาส 1/64 จะมีอัพไซด์เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้น ประกอบกับในช่วงสิ้นปีจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐมีความผันผวน จึงทำให้มีโอกาสที่กระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย


  สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำให้ลงทุน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ที่จะสามารถกลับมาเติบโตได้อีก และกลุ่มค้าปลีกอุปโภคบริโภค รวมถึงกลุ่มการแพทย์ อีกทั้งแนะนำกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีมูลค่าจากความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำ


 YLG เผย คาดสิ้นปีแตะ 2,000เหรียญ ลุ้นปีหน้าพุ่ง 2,200 เหรียญ

   นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยในงานสัมนา "เจาะกลยุทธ์การลงทุนหุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ กองทุน ในช่วง Covid-19" ว่า ยังมั่นใจราคาทองคำในปลายปีนี้จะกลับไปอยู่ที่ระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยในช่วงทีเหลือของปีนี้จะต้องรอแรงซื้อจากทางประเทศอินเดีย และจีน ในช่วงเทศกาลที่สำคัญ


   ส่วนในปี 64 จะอยู่ที่ระดับ 2,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งปัจจัยที่บวกส่งผลกระทบต่อราคาทองคำได้แก่ การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของธนาคารกลาง และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงการเลือกตั้งสหรัฐ

   ขณะที่ปัจจัยที่มีผลกดดันต่อราคาทองคำ ได้แก่ ความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด ประกอบกับเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หรือแรงขายทำกำไรทางเทคนิค และแรงขายที่จะมาจากการชดเชยของผลขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ


   สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกล่าสุดที่ระดับ 1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนเริ่มทยอยสะสมได้ ทั้งนี้ได้ประเมินแนวรับไว้ที่ระดับ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปที่ 1,750 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์


  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.