• Chatchai

ลอมบาร์ด (Lombard ) มองปลายปีนี้ค่าบาทแข็งค่าหลุด 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ


หากเฟดปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง มีโอกาสค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มอีก 2-3% ชี้เป็นโอกาสดี ไทยควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แนะจัดพอร์ตลงทุนในหุ้น และพันธบัตรอย่างละ 40% พร้อมลงทุนในทองคำ 20%


นายโฮมิน ลี หัวหน้าด้านพอร์ตฟอลิโอ โซลูชั่น เอเชีย นักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาค ลอมบาร์ด โอเดียร์... เปิดเผยในงานสัมมนา Kbank Private Banking : Mid-year Economic Outlook 2019 ว่า Lombard คาดว่า ค่าเงินบาทของไทยในช่วงปลายปีนี้มีโอกาสแข็งค่าหลุดกรอบ 30 บาท/ดอลลาร์หรัฐ โดยเป็นผลจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25%


อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น จะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เพราะเฟดลดดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่า และส่งผลให้มีเงินไหลเข้าไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ทั้งในหุ้น และตราสารหนี้ เนื่องจากผลตอบแทนในสหรัฐจะปรับลดลง นักลงทุนจะเริ่มแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่า


นอจากนี้ การที่ไทยมี ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับสูงมากกว่า 6% แต่ค่าเงินบาทไม่ได้อ่อนค่า จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยไม่ได้ถูกจับตาเป็นประเทศที่ดูแลค่าเงินเพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐ ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญมากกว่าคือ เป็นโอกาสที่ไทยจะเข้าไปลงทุนในโครงการใหญ่ๆ


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าเงินบาทจะปรับแข็งค่าขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก แต่เชื่อว่า จะส่งผลดีต่อไทยโดยเฉพาะด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งการลงทุนดังกล่าวนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแข็งแกร่งในระยะยาว

สำหรับมุมมองภาวะเศรษฐกิจ พบว่า ยังมีปัจจัยบวก ประกอบด้วย สหรัฐสามารถตกลงเจรจาระหว่างจีนได้ และบทบาทของเทคโนโลยีที่จะช่วยเข้ามาประคองเศรษฐกิจในระยะต่อไป


ด้านการลงทุนควรกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และจัดพอร์ตการลงทุน โดยแบ่งเป็น 40% ลงทุนในหุ้น ซึ่งยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ อีก 40% ลงทุนในหุ้นกู้ หรือ พันธบัตร ซึ่งแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในระยะยาว เพราะจะได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไร สุดท้ายคือ 20% ลงทุนในทองคำ ซึ่งที่ผ่านมา พบว่า ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีเหตุการณ์มากระทบต่างๆ ทองจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และสร้างจุดสมดุลให้กับพอร์ตได้อย่างเหมาะสม

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.