• yindee

จีนลดค่าหยวนป่วน

จีนออกมาตอบโต้สหรัฐด้วยการประกาศลดค่าเงินหยวน ซึ่งเมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆเช่นค่าเงินบาท เมื่อหยวนอ่อนบาทก็จะแข็งค่าขึ้น

เมื่อเป็นแบบนี้ ก็หมายความว่า ในส่วนของคนไทยบาทมีค่ามาก เมื่อเราจะไปเที่ยวเมืองจีนก็จะรู้สึกว่าทริปนี้ค่าเที่ยวจะถูกลง

แต่ในทางกลับกัน เศรษฐกิจไทยอาจกระทบเพราะ เราพึ่งพาการท่องเที่ยว พึ่งพาการส่งออกและจีน นักท่องเที่ยวจีน คือ กำลังซื้อหลักส่วนหนึ่งที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจไทย



มื่อหยวนอ่อนค่า เรามาสำรวจดูว่า กระทบกลุ่มไหนอย่างไร


บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุ วิตกสงครามการค้าและสงครามค่าเงินกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงเฉลี่ย 2-25%: ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับลงในทิศทางเดียวกันโดยปรับลงเฉลี่ย 2-2.5% ปัจจัยลบหลักมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ตึงเครียดมากขึ้นและกำลังบานปลายไปสู่การทำสงครามค่าเงินหลังจากค่าเงินหยวนของจีนอ่อนล่าลงต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์สู่ระดับ 7.05 หยวนต่อดอลลาร์ นับเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 11 ปี


อีกทั้งจีนยังสั่งให้หน่วยงานของรัฐระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐเตรียมการจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบใหม่คิดเป็นมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญในอัตรา 10% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป หรือนับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่สหรัฐออกแถลงการณ์เพิ่มเติมโดยระบุว่าการลดค่าเงินของจีนเป็นการเจาะจงที่จะปั่นค่าเงินให้ลดลง เพื่อได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งสหรัฐจะร้องเรียนไปที่ IMF เพื่อเข้ามาตรวจสอบการกระทำดังกล่าว



- การลดค่าเงินหยวนไม่ได้กระทบเพียงแค่สหรัฐ แต่จะกระทบไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ค้าของจีนรวมถึงไทย: แม้การลดค่าเงินหยวนของจีนจะทำไปเพื่อช่วยเหลือธุรกิจส่งออกของจีนไปยังสหรัฐโดยทำให้ราคาสินค้าจีนลดลงในสายตาของผู้นำเข้าในอเมริกาซึ่งช่วยลดผลกระทบจากราคาที่แพงขึ้นจากการถูกเรียกเก็บภาษี แต่การลดค่าเงินมีผลกระทบมากกว่าผลทางภาษี เพราะจะกระทบไปทุกกลุ่มสินค้า (ภาษีกระทบเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ถูกเรียกเก็บ) และยังส่งผลไปยังกลุ่มประเทศคู่ค้าอื่นๆทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่เป็นประเทศคู่ค้ากับจีนโดยตรง เนื่องจากการลดลงของค่าเงินหยวนจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าของจีนสูงขึ้น ทำให้จีนนำเข้าลดลง


  แนวทางนี้จะกดดันให้ประเทศต่างๆต้องลดค่าเงินตามจีนเพื่อรักษาอำนาจต่อรองในการค้าขายกับจีน นั่นหมายความว่าหากจีนยังลดค่าเงินหยวนลงอีกจะทำให้กลุ่มประเทศคู่ค้าต้องลดค่าเงินตามผ่านการลดดอกเบี้ย และสุดท้ายอาจจะกดดันให้เกิดเงินทุนไหลออก ส่งผลลบโดยตรงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ


- กลุ่มธุรกิจส่งออกสินค้าไปจีนจะได้รับผลกระทบ อาทิ ยางพารา ปิโตรฯ ถ่านหิน อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มส่งออกอาหารจำพวกไก่: ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่ากลุ่มประเทศคู่ค้ากับจีนจะได้รับผลกระทบจากการที่จีนลดค่าเงินหยวนเพราะสินค้านำเข้าของจีนจะแพงขึ้นกดดันให้จีนนำเข้าลดลง ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไทยมีสัดส่วนส่งออกไปจีนสูงถึง 11% รองจากที่ส่งออกไปสหรัฐที่ 12-13% ดังนั้นกลุ่มสินค้าส่งออกไทยที่ส่งออกไปจีนจะได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว อาทิ กลุ่มยางพารา (STA), กลุ่มธุรกิจปิโตรฯ (SCC, PTTGC, IRPC, IVL), กลุ่มถ่านหิน (BANPU) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA), กลุ่มส่งออกอาหารโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากไก่ อาทิ CPF และ GFPT นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากค่าเงินจีนที่ลดลงคือ กลุ่มท่องเที่ยว (AOT,AAV, MINT, CENTEL)


  ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุ ผลกระทบต่อไทย คือ ภาคการส่งออก เพราะไทยมีสัดส่วนการค้ากับจีน (ส่งออกรวมกับนำเข้า) มากที่สุดราว 8.02 หมื่นล้านเหรียญในปี 2561 หรือคิดราว 16%ของประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย จะกระทบคือผู้ส่งออกจะมีรายได้ที่ลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลบาทต่อหยวนและบาทต่อดอลลาร์และราคาสินค้าไทยแพงขึ้นสายตาผู้นำเข้าจีน ทั้งนี้พิจารณาสินค้าส่งออกไทยไปจีนหลักๆ คือ เม็ดพลาสติก 10.3%ของสินค้าส่งออกไปจีนทั้งหมด, ผลิตภัณฑ์ยาง 9.4%, เคมีภัณฑ์ 9.1%, คอมพิวเตอร์

และชิ้นส่วน 7%, ยางพารา 6.5% เป็นต้น


  ภาคการท่องเที่ยว นอกจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยชะลอลงแล้วนั้น นักท่องเที่ยวจีนอันดับ 1 ของไทย หรือเฉลี่ย 1H2562 ราว 9.4 แสนราย หรือราว 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่าน่าจะมีส่วนผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย ผลเชิงบวก คือ ผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลหยวนที่ถูกลง ในส่วนของภาคธุรกิจ การที่เงินบาท/หยวนแข็งค่าขึ้นอาจเป็ นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับชาวจีน โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ ที่น่าจะได้รับผลกระทบ มีรายละเอียดดังนี้


กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง: BEAUTY กระทบจากประเด็นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง โดยสัดส่วนยอดขายของนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นราว 5-10% ของยอดขายรวม รวมไปถึงความสามารถในการแข่งขันในประเทศจีนลดลง เนื่องจาก BEAUTY มีการส่งออกไปจีนราว 30% ของรายได้รวม


กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม: เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีน เป็นอันดับ1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เงินบาท/หยวนที่ข็งค่าจะสร้างแรงกดดันต่อกำลังซื้อของชาวจีนและกระทบต่อธุรกิจที่โรงแรม โดยเฉพาะ ERW เนื่องจากโครงสร้างรายได้พึ่งพาโรงแรมในไทยราว 94%, CENTEL สัดส่วนร้านอาหารและธุรกิจโรงแรม 62% และ 37% ของรายได้, ขณะที่ MINTกระทบน้อยกว่า เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย คือ มาจากธุรกิจร้านอาหารขณะที่รายได้จากโรงแรมส่วนใหญ่มาจากโรงแรมในต่างประเทศ คือ NH Hotel


กลุ่มขนส่งทางอากาศ: หากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว 2H62 จากฐานต่ำปีก่อน ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และจะกระทบต่อประมาณการหุ้นการบินทั้่งหมด ที่ฝ่ายวิจัยตั้งสมมติฐานปริมาณจราจร (โดยรวมผลบวกการฟื้นตัวจากฐานตํ่าปีก่อน) จากการศึกษาผลกระทบความอ่อนไหวอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารทุกๆ 1% ที่เปลี่ยนแปลงไปจาก ประมาณการเดิม ขณะที่ AOT เป็นการกำหนดการเติบโตของผู้ใช้บริการทุกๆ 1% ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิม จะกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2562 ลดลงจากประมาณการเดิมของ AOT, AAV,BA ลดลง 1.4%, 23%, 70.6% ส่วน THAI พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน ตามลำดับ ขณะที่กระทบมูลค่าพื้นฐาน AOT, AAV, BA และ THAI ลดลง 1.0%, 8.0%, 4.2% และ 11.1% ตามลำดับ จากมูลค่าพื้นฐานปัจจุบัน (AOT(FV@B80), AAV(FV@B4.7), BA(FV@B16.7), THAI

(FV@B9.0)


กลุ่มโรงพยาบาล: คาดกระทบต่อโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติจำกัด (BH, BDMS,PR9 และ BCH) เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากชาวจีนคิดเป็นเพียง 1-3% ของกลุ่มฯ


กลุ่มอาหาร: CPF มีรายได้เป็นเงินหยวน 25% ของรายได้รวม ค่าเงินบาท/หยวนแข็งค่าจะทำให้แปลงรายได้เป็นบาทได้น้อยลง ขณะที่ธุรกิจในจีนแทบไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากมีการซื้อ /ขายภายในนั้นอยู่แล้ว


กลุ่มส่งออกชิ้นส่วน: เงินบาท/หยวนแข็งค่า จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ไทย (KCE DELTA SVI และ HANA) เทียบกับผู้ประกอบการจีนลดลง นอกจากนี้ HANA ยังมีรายรับเป็นรูปเงินหยวนราว 15% ของรายได้รวม เมื่อแปลงกลับเป็นสกุลบาททำให้มีมูลค่าที่ลดลง



+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook