+66847000180

  • Facebook

©2019 by Wealth Plus Today.

เปิดมุมคิด2ผู้บริหาร"อัลติจูด"

เมื่อ ชยพล หรรรุ่งโรจน์ เอเจนท์หรือ นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ เจอกับนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อย่าง ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย การร่วมมือทางธุรกิจจึงเกิดขึ้น


เมื่อ 2 คนหนุ่มรุ่นใหม่ได้ตัดสินใจร่วมกับก่อตั้งบริษัท “อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์” เมื่อปี 2557

ทั้งนี้ในการทำธุรกิจ และพัฒนาโครงการที่จะเกิดขึ้น 2 นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่จะนำจุดเด่น นำความถนัดมาแชร์กัน 1. เชี่ยวชาญในด้านการขายจะรู้ว่าทำโครงการแบบไหนถึงจะขายและตรงใจคนซื้อ อีก1. ก็จะรู้ว่าโครงการแนวไหนที่นักลงทุนอยากลงทุน แถมพ่วงการให้คำปรึกษาทางการเงินเพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสามารถขอสนับสนุนทางการเงินกับสถาบันการเงินได้

หรือนั้น คือลูกค้าของบริษัทจะไม่ถูกปฎิเสธ สินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้นเอง .. การถูกปฎิเสธจากสถาบันการเงินปัจจุบันมีสัดส่วนสูงลิ่วและเป็นเรื่องแสลงของอุตสาหกรรม แต่สำหรับ “อัลติจูด” ทางโล่ง


Wealthtoday พาไปเปิดมุมคิดของ 2 นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่เขามีวิธีและกลยุทธ์และมีเป้าหมายอย่างไร


ชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ระบุว่า นับตั้งแต่ตั้งบริษัทมา 3 ปี แต่ในชีวิตจริงมีประการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 15 ปี และ ปีถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นปีที่ดีที่สุด โดยขณะนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 7 โครงการมูลค่า 5,862 ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องในปีหน้า เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่า 3 ปีจะพัฒนาโครงการทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ 7 โครงการ ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ ‘อัลติจูด สามย่าน-สีลม’, อัลติจูด ดีไฟน์, อัลติจูด ซิมโฟนี, แบรนด์บ้านซูเปอร์ลักชัวรี่ ‘อัลติจูด มาสเตอรี’ และ ‘อัลติจูด พรูฟ’ แบรนด์โฮมออฟฟิศ ระดับพรีเมี่ยม



“ ปีนี้บริษัทเติบโตสวนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัว โดยคาดว่าสิ้นปียอดขายจะอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 700-800 ล้านบาท และจะมียอดขายแตะระดับ 5,000 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งจะเป็นปีที่บริษัทจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ “ นายชยพลกล่าว


ขณะที่ ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งในช่วงชีวิตเขา 6 ปีกับการเป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่เป็นเซลล์ขายเหล็ก และผันมาเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ 3ปี ก่อนก้าวมาเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด บอกว่า ชีวิตถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และในการก้าวมา เป็นผู้ประกอบการ บริษัทได้ใช้กลยุทธ์การทำธุรกิจแบบ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อสร้างการเติบโต ให้กิจการ และในการร่วมทุนบริษัทจะต้องถือหุ้นในสัดส่วน 51% โดย การร่วมทุนจะมี 3 รูปแบ บ 1. นำ ที่ดินมาร่วมทุน 2. กลุ่มผู้ร่วมทุนมีเงินทุนพร้อมเข้ามาลงทุน 3.ร่วมทุนกับต่างประเทศ ที่มีทั้งเงินทุนและประสบการณ์ ซึ่งการทำธุรกิจในรูปแบบนี้จะสามารถสร้างการเติบโตและกระจายความเสี่ยงได้ ซึ่งด้วยกลยุทธ์ในลักษณะนี้เชื่อว่าจะผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นติดอันดับ 1 ใน10ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ในอีก 10 ปี หรือเมื่อถึงตอนนั้นบริษัทจะมียอดขายในระดับ 2 หมื่นล้านบาท



สำหรับการร่วมทุนในการพัฒนาโครงการ ที่ผ่านมาบริษัทได้ ร่วมทุนกับ ครีท กรุ๊ป (Creed Group) พันธมิตรใหม่จาก ญี่ปุ่นในโครงการแฟล็กชิพ “อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร-ท่าพระ” มูลค่า 2,400 ล้านบาท ร่วมทุนกับกลุ่มบิวตี้เจมส์ เพื่อพัฒนาโครงการ วัน อัลติจูด เรสซิเด้นซ์ เป็นต้น

นอกจากนี้บริษัทยังใช้การตลาดในรูปแบบ “การตลาดแบบคนรู้ใจ “ คือการพัฒนาโครงการที่มีการใส่ใจรายละเอียดและความต้องการของผู้จะอยู่ให้ตรงใจ รวมทั้งมีการใช้ ครีเอทีฟดาต้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้บริษัทเข้าใจความต้องการของผู้ซื้อ ลงลึกถึงนิสัยผู้ซื้อได้และด้วยการตลาดในรูปแบบนี้ทำให้โครงการของบริษัทได้รับความสนใจ เช่นโครงการ เช่นโครงการอัลติจุด ยูนิคอร์น ที่เปิดมา 5-6 เดือนมียอดขายเข้ามากว่า 60% แล้ว

“ แบรนด์อัลติจูด ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเพราะก่อนหน้าเมื่อพูดถึงบริษัทก็จะมีคำถามตามมาว่า ทำอะไรตรงไหน แต่ตอนนี้เมื่อถามคน 10 คน 7 คนจะรู้ว่า อัลติจูด ทำอะไรและเมื่อเป็นแบบนี้อนาคตก็จะทำให้การทำธุรกิจของบริษัทง่ายขึ้นเพราะจะเข้าถึงและเป็นที่รู้จักของตลาดแล้ว” กรรมการผู้จัดการกล่าว

นี้แหละถือวิธีคิดและทิศทางการทำธุรกิจขอคนรุ่นใหม่ เขามีเป้าหมายชัดเจน อีก10ปีจะติด1ใน10ของอุตสาหกรรม พร้อมทั้งท้ายไว้น่าสนใจ 10ปีหน้า 1ใน10ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะไม่ใช่หน้าเดิมๆแล้ว