• yindee

เชื่อมี่นนักลงทุนพุ่ง

 FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น 8.64% อยู่ในโซนทรงตัวเป็นเดือนที่สอง หลังนักลงทุนคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ และลุกลามไปประเทศอื่น และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคชะลอตัวและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน


  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) เป็นเดือนที่สอง โดยเพิ่มขึ้น 8.64% มาอยู่ที่ระดับ 111.62 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยในประเทศ ที่นักลงทุนมีความคาดหวังต่อนโยบายภาครัฐที่ทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รองลงมาคือภาวะเศรษฐกิจ และการไหลเข้าออกของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่น

  

อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงมีความกังวลปัจจัยต่างประเทศ จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่อว่าจะมีความยืดเยื้อไม่แน่นอน แม้ว่าทิศทางการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะคลี่คลายลงในช่วงนี้ก็ตาม เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือกังวลผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน


 สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตาม คือ ความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนต.ค. ,แนวโน้มการพิจารณา BREXIT ภายหลังศาลสูงของอังกฤษตัดสินให้เปิดการประชุมสภาทำให้ลดความเสี่ยงการพิจารณา No-Deal BREXIT ภายในวันที่ 31ต.ค.62 ,ทิศทางความต่อเนื่องของนโยบายผ่อนคลายเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐภายหลังลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี รวมถึงนโยบายของอียูที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและออกมาตรการ QE เพิ่มเติม ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของภาครัฐ การพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณและมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้า เป็นปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม


 ด้านนายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ 1,700 จุด อิงP/E ที่ 16.61 เท่า โดยมีปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศอย่างการเมืองหลังการเลือกตั้งที่มีความเสถียรภาพมากขึ้น,รัฐบาลมีการเร่งโครงการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยในต่างประเทศธนาคารกลางหลักได้พักการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ และโอเปกลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ


ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามประเมิน ยังคงเป็นการความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เริ่มมีการยืดเยื้อและลามไปยังประเทศคู่ค้าอื่นเพิ่มเติม


  คำแนะนำในการลงทุนช่วงที่เหลือปีนี้ ให้นักลงทุนลดความเสี่ยง แนะกระจายการลงทุนไปยังพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ , ปรับน้ำหนักการลงทุนไปในหุ้นจ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ หรือมีความผันผวนน้อยและพิจารณาลงในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี เช่น REIT,Infra fund,Income fund เป็นต้น และสุดท้ายใช้กลยุทธ์สินทรัพย์ทางเลือก(Thematic Investments,ตราสารอนุพันธ์,Life Settlement Fund) ในการรักษาเงินต้น ลดความเสี่ยง เพิ่มผลตอบแทน และมีความผันผวนต่ำ


+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook