• yindee

โพลซีอีโอชี้ครึ่งปีหลังจีดีพีโต2-3%

ตลท.เผยผลสำรวจ CEO ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยโต 2-3% รัฐเร่งลงทุนหนุน


นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร(CEO Survey) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และการเติบโตของธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 62 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2-3% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ และ การขยายตัวของการท่องเที่ยว ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังเป็นปัจจัยเสี่ยง ส่วนภาพรวม SET Index เดือน ก.ย. พบค่า P/E ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเอเชีย


 อย่างไรก็ตาม CEO ส่วนใหญ่ 80% คาดว่า รายได้ยังคงเติบโต และ 52% คาดว่า รายได้ปีนี้จะเติบโตมากกว่า 6% โดยเฉพาะบริษัทในหมวดการท่องเที่ยว และ สันทนาการ หมวดวัสดุก่อสร้าง แต่ในระยะถัดไป CEO ยังเพิ่มความระมัดระวังในการขยายการลงทุนมากขึ้น โดย 87% ของ CEO ยังคง หรือ เพิ่มแผนการลงทุนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ยังคงแผนการลงทุน ประกอบด้วย ไอซีที , พลังงาน , กลุ่มการเงิน และ อสังหาฯ ในขณะที่การลงทุนในต่างประเทศยังเน้น CLMV และ อาเซียนเป็นหลัก โดยกลุ่มธุรกิจที่มีแผนขยายไปลงทุนในต่างประเทศ ประกอบด้วย พลังงาน , ปิโตรเคมี และ ประกัน


  “CEO มีความกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าจะส่งผลลบต่อธุรกิจ ในทางกลับกันเห็นว่า การยกระดับมาตรฐานด้าน ESG จะส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจมากกว่าปัจจัยอื่น ซึ่งผลสำรวจ CEO เราจะทำปีละ 2 ครั้ง และ ครั้งต่อไปจะทำอีกทีต้นปี 63”นายศรพล กล่าว


  สำหรับภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ในเดือนเดือนกันยายน 62 พบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,637.22 จุด ลดลง 1.1% จากสิ้นเดือนก่อน แต่เพิ่มขึ้น 4.7% จากสิ้นปี 61 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai ในเดือนกันยายน 62 อยู่ที่ 57,417 ล้านบาท ลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะขายสุทธิ 11,576 ล้านบาท ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับทุกตลาดในอาเซียน


  โดย Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกันยายน 62 อยู่ที่ระดับ 16.5 เท่า และ 17.3 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.4 เท่า และ 15.5 เท่าตามลำดับ


  ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนกันยายน 62 อยู่ที่ระดับ 3.12% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ MSCI Emerging Market ที่อยู่ที่ 2.93% และ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนกันยายน 62 อยู่ที่ 17.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากสิ้นปี 61 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของดัชนี


  ในขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 62 มูลค่าการระดมทุนในตลาดแรก (IPO) ของไทยอยู่ที่ระดับ 22,839 ล้านบาท และยังมีมูลค่าการระดมทุนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน


  ทางด้านภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในเดือนกันยายน 62 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 494,799 สัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 8 เดือนแรก


  “ในเดือนกันยายน ตลาดหลักทรัพย์ไทยเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกับตลาดส่วนใหญ่ในอาเซียน ซึ่งในเดือนนี้ความขัดแย้งทางการค้ามีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากการเปิดเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐ การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ประกอบกับ เงินสกุลเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า โดยส่งผลดีต่อการค้าของญี่ปุ่น ผู้ลงทุนจึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในเอเชียตะวันออก ซึ่งมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า SET Index ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มทรัพยากร และ กลุ่มบริการ โดยมีปัจจัยภายในประเทศสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทั้งโอกาสจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการสื่อสาร และ พลังงาน การขยายตัวของเขตเมือง และ การท่องเที่ยว”นายศรพล กล่าว


  อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคมนี้มีปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ และ ติดตามมากสุด 3 ประเด็น อย่างแรก คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่จะเปิดการเจรจากันในวันที่ 10 นี้ และ นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ตลอดจนนโยบายการเงินในประเทศ ซึ่งทำให้ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย แต่ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 4 ตุลาคมพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 0.06% ของมาร์เก็ตแคป


  “ไตรมาส 3/62 ต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเช่นเดียวกับตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาค ไม่ใช่เราที่โดนขายเพียงรายเดียว ซึ่งต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไป 172 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซียต่างชาติขายสุทธิไป 1,946 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ อินโดนีเซียต่างชาติขายสุทธิ 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตอนนี้ต่างชาติชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ทั้งสงครามการค้า นโยบายการเงินต่างประเทศ และ ในประเทศ”นายศรพล กล่าว



+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook