• yindee

โพลIAAมองหุ้นปี63สูงสุด1641ต่ำสุด1537

อัพเดตเมื่อ: ม.ค. 8


สดๆร้อนๆกับผลสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน(IAA) ที่ได้ร่อน 10 ประเด็นให้ นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทาง ดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index)ในปี 2563 นี้ โดยครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 26 บริษัทแบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 19 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 5 บริษัท บริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 2 บริษัท


" สมบัติ นราวุฒิชัย" เลขาธิการสมาคม บอกว่า ผลสำรวจนี้ได้ส่งคำถามถึงนักวิเคราะห์และกองทุนเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการตอบกลับมาช้าสุดคือเช้าวันที่ 6ม.ค.2563 ซึ่งในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น มีสำนักได้มีการปรับเปลียนมุม ที่มีการคำนึงถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐและอิหร่านเข้าไปบ้างแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะครอบคลุมคำตอบทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ และจากการประเมิน หากมีความรุนแรงและยืดเยื้อโอกาส ที่ดัชนีจะหลุดระดับต่ำสุดที่ ผลสำรวจได้ให้ไว้ ที่ 1,537 จุดได้


ขณะที่ราคาน้ำมันก็อาจจะขยับตัวเพิ่มขึ้นจากที่มองระดับ 60-70เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นไปได้อีก 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหรือ ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหากขึ้นไปแบบนี้ หุ้นน้ำมันได้ประโยชน์ แต่เศรษฐกิจโดยรวมอาจได้รับผลกระทบเพราะต้นทุนการขนส่งและต้นทุนในการประกอบธุรกิจจะสูงขึ้น



สำหรับ 10ประเด็นที่ส่งสำรวจความคิดเห็นคือ


1. คาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย ไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ซึ่งกว่า73.08%มองในเชิงบวก

2. ค่าเฉลี่ยจุดสูงสุด SET Index ไตรมาส 1 อยู่ที่ระดับ 1,641 จุด

3. ค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด SET Index ไตรมาส 1 อยู่ที่ระดับ 1,537 จุด

4. ปัจจัยที่ส่งผลลบต่อการลงทุนในตลาดทุนไทยปี 2563

มากสุด คือเศรษฐกิจในประเทศ รองมาคือ ปัญหาการเมือง ในประเทศ และสามปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ


5. ปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อการลงทุนในตลาดทุนไทยปี 2563 มากสุดคือการเติบโตของเศรษฐกิจต่างประเทศ รองลงมาคือ อัตราดอกเบี้ยของเฟด และผลกำไรบริษัทจดทะเบียน


6. คาดการณ์ กนง.จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่าใดในปี 2563


ซึ่งคาดว่าจะลงดอกเบี้ย0.25% มากที่สุดด้วยคะแนนกว่า 65.83%ของผลสำรวจ

7. นโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ คือการกระตุ้นการลงทุน รองมาคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการกระตุ้นการบริโภค/ใช้จ่าย

8. สมมติฐาน คาดการณ์กำไรตลาด (EPS) ปี 2563 เฉลี่ยที่ 100.71 บาท

9. EPS Growth ปี 2563 เฉลี่ย 7.79 %

10. เป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2563 อยู่ที่ระดับ 1,679 จุด





" 2563 นี้ โดยครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 26 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 19 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 5 บริษัท บริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 2 บริษัท ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนร้อยละ 73.08 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่1 มีแนวโน้มไปในทิศทางบวก ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 15.38 มองไปในในทิศทางSideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากสิ้นปี 2562 และร้อยละ 11.54 มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางลบ "





ทั้งนี้มีผู้ตอ


บแบบสอบถามร้อยละ 58.82 ที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,601 – 1,650 จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 23.53 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,651 – 1,700 ตามลำดับ







5 หุ้นแนะนำ โดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป


1. AOT โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย และอาคารเทียบเครื่องบินรองจะแล้วเสร็จในปี 2563 จะทำให้ AOT สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนประเด็นความกังวลต่อโอกาสที่ AOT จะถูกเรียกเก็บเงิน 10% จากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก เพื่อเข้ากองทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพสนามบินภูมิภาคในประเทศไทย 29 แห่ง เป็นปัจจัยลบในระยะสั้นเท่านั้น โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีการเรียกเก็บจริงต่ำกว่าระดับ 10% และจะส่งผลดีต่อคุณภาพและการให้บริการของสนามบินไทยในอนาคต


2. BBL ประเด็นสนับสนุนจาก ราคาปัจจุบันอยู่ต่ำเพียง 0.7 เท่าของ Book Value และมีระดับ Dividend Yield สูง นอกจากนั้นการไปลงทุนในธนาคาร Permata ที่อินโดนีเซีย จะมีโอกาสทางธุรกิจธนาคารในอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูง


3. CPF มีประเด็นสนับสนุนจาก ภาวะธุรกิจในปี 2563 จะดีขึ้น เนื่องจากราคาขายเนื้อหมูมีแนวโน้มที่ดีขึ้นทั้งจีนและเวียดนาม เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยคาดว่าจะได้ประโยชน์ 1-2 ปี กว่าที่ซัพพลายหมูจะกลับเข้าสู่ภาวะปกตินอกจากนี้ CPF หันมาให้ความสนใจด้าน Delivery Service มากขึ้น ซึ่งเป็นความสามารถที่บริษัทพัฒนาได้ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุน Logistic ได้


4. PTT โดยมีปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดปัญหาใหญ่จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน นอกจากนั้นการที่บริษัทได้เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 หากบริษัทชนะประมูลถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยหนุนราคาหุ้น ทั้งยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยให้ Dividend Yield ราว 4% ต่อปี


5. PTTEP โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดปัญหาใหญ่จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แนวโน้มการดำเนินงานปี 2563 คาดว่ายังดีต่อเนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นหลังการรวมสินทรัพย์ใหม่ที่ซื้อมาเมื่อปี 2562 ทั้ง Murphy และ Partex เข้ามา และบริษัทมีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมโดยเฉพาะโครงการ Gas to power ในพม่าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แหล่งก๊าซธรรมชาติที่บริษัทมีการลงทุนอยู่โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาลพม่า

TMSTH Ads-01.jpg
Banner เว็บไซต์ wealthplustoday ขนาด 250

+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook