• yindee

ทำไม!PTG กำไรครึ่งปีหลังดี

บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ติดโผที่นักวิเคราะห์สำนักต่างๆแนะนำให้นักลงทุนซื้อเข้าพอร็ตเพราะคาดกันว่าผลดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ความสามารถในการทำกำไร ค่าการตลาดและปริมาณการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะหนุนกำไรของPTG

Wealthplustoday พาไปหาคำตอบกับ


พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)

ได้ให้สัมภาษณ์ ถึงทิศทางการทำธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังและแผนลงทุน แผนการขยายธุรกิจในอนาคตข้างหน้าหลังจากเศรษฐกิจไทยและโลกต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง

เรา PTG เผชิญวิกฤตรอบนี้เหมือนๆ กับทุกๆธุรกิจที่เกิดขึ้น วิกฤตรอบนี้ถือว่าใหญ่มาก แต่ สำหรับเรา PTG วิกฤตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ของเราคือ วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งรอบนั้นสำหรับคนอื่นอาจจะรู้สึกเล็กๆแต่กับเรามันใหญ่ ดังนั้นรอบนี้แม้จะเป็นวิกฤตรอบใหญ่ แต่เรามีบทเรียนมีประสบการ ผ่านการเรียนรู้ทำให้เราไม่ตระหนก เรา เตรียมการพร้อมรับมือกับวิกฤต และต้องผ่านวิกฤตแบบต้องมีได้และมีโอกาสในวิกฤตเพื่อก้วไปสู่เป้าหมายและการเติบโตที่ได้วางไว้ พิทักษ์ให้สัมภาษณ์


พิทักษ์ บอกว่า นับตั้งแต่เห็นสัญญาณว่า COVID19 เริ่มระบาดรุนแรง ทางทีมบริหารมีการประชุมประเมินสถาณการณ์ ในการทำธุรกิจ ดูกระแสเงินสด และเริ่มเก็บเงินสดให้อยู่ภายในกิจการให้เพียงพอ เราดูกระกระแสเงินสดเข้าทุกวัน เราตัดสินใจชะลอและลดเงินลงทุนในเดือน มี.ค ซึ่งเราตัดสินใจทำก่อนและเมื่อสถานการณืเริ่มคลี่คลายและดีขึ้นเพราะก็พร้อมและกลับมาลุยธุรกิจใหม่อีก เราลดก่อนและพร้อมรุกก่อนเราทำโดยไม่ต้องมีใครมาบอก



“ ตอนวิกฤตหนักๆเราชะลอการลงทุนแต่เราไม่ได้หยุดการทำงานหยุดการเจรจาธุรกิจที่เราจะขยายหรือลงทุน ดังนั้นเมื่อทุกอย่างเริ่มดีเพราะก็พร้อมลงทุนต่อไปทันที เดินหน้าได้ทันทีและในไตรมาส 4 ปีนี้จะเห็นดอกผลที่เกิดขึ้นจากช่วงวิกฤตที่เราไม่หยุดนิ่งในการพูดคุยเจรจา “

พิทักษ์กล่าวว่า วิกฤตโควิด 19 ไม่ได้แต่ผลกระทบเชิงลบ แต่กลับมีผลทางบวกในการทำธุรกิจ นั้นคือ การได้รับความร่วมมือและสนับสนุนในการปรับลดค่าใช้จ่ายในระดับที่เกิน100% ซึ่งผลของค่าใช้จ่ายที่ได้ลงทำให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น

ขณะที่ต้นทุนในการทำธุรกิจก็ถูกลงไปด้วยเพราะผลจากวิกฤตที่กระทบต่อเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนในการลงทุนและการเช่าที่ดินเพื่อขยายสถานีบริการก็ลดลงตาม จากเดิมที่ต้นทุนต่อ2แสนลิตร มีค่าเช่า 4แสนบาท แต่หลังวิกฤตลดลงเหลือ 1แสนบาท จากเดิมใช้เวลา 5ปีคืนทุน ตอนนี้3ปีคืนทุนแล้ว ดังนั้นจะเห็นว่า โควิด19 ก็มีมุมบวกต่อการทำธุรกิจ

พิทักษ์ กล่าวว่า PTG มีเป้าหมายและแผนธุรกิจที่ชัดเจน ในการขยายไปสู่ธุรกิจแขนงต่างๆภายใต้การดำเนินงาน ซึ่งนับจากนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2567 บริษัทวางแผนจำธุรกิจในเครือเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ทั้งในส่วนของธุรกิจแก๊สLPG ทั้งรถยนต์และครัวเรือน ธุรกิจออร์โต้แบลค ปาล์มคอมเพล็กซ์ ร้านกาแฟพันธ์ไท และ แมกซ์มาร์ท ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น PTGอาจมีการปรับโครงงสร้างและยกระดับขึ้นเป็นโฮลดิงคัมพานี ก็เกิดขึ้นได้



สำหรับแผนการนำบริษัทเครือเข้าระดมทุนนั้นใน ปี 2565 จะเกิดขึ้นในธุรกิจแก๊ส LPG ที่บริษัทหวังว่า ในปี 2564 เราจะก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1จากขณะนี้อยู่ในอันดับ 3 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิม 1 ปี ในส่วนของ LPG รถยนต์ ส่วน LPGภาครัวเรือนก็จะทยอยเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ในส่วนของปาล์มคอมเพล็กซ์ ตอนนี้เดินหน้าได้100% แล้วและPTGรับรู้กำไรเข้ามาตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งก็จะเป็นอีกบริษัทที่จะนำเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ซึ่ง รายได้ที่จะรับรู้จากปาล์มคอมเพล็กซ์ ต่อปีประมาณ 280ล้านบาทจากทั้งโครงการจะเข้ามาประมาณ 400-600 ล้านบาทบวกลบ ซึ่งสาเหตุที่เราสามารถทำปาล์มได้ดีเพราะเรามีโรงหีบเอง มีความสามารถในการหีบ ซีพีโอ และมีแทงค์ที่เก็บได้ 5-6 หมื่นตัน และกำลังรอขึ้นอีก 5-6 หมื่นตัน ซึ่งต้องบอกว่าเรามีความสามารถและผู้ถือหุ้นมีความถนัดในการทำปาล์มดังนั้นเรามั่นใจว่าเราไม่แพ้ใครในการผลิตของโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์

ขณะที่ความต้องการใช้ก็ยังคาดแคลนตอนนี้ผลิตกันได้รวมๆ ประมาณ 5.1แสนลิตรต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 1ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะเห็นว่า ธุรกิจปาล์มคอมเพล็กซ์จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ดี และขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดที่ปรึกษาการเงิน

พิทักษ์ ยังได้เล่าถึงแผนการเติบโตในอนาคตของ PTG นั้นจะมาจากกลุ่มธุรกิจนันออยล์ เป็นหลัก เพราะวางเป้าหมายไว้จะมีสัดส่วนรายได้เข้ามา 60% อนาคต ส่วนรายได้จากน้ำมันจะลดลงมาเหลือ 40% จากปัจจุบันที่รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากน้ำมัน

ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างทางธุรกิจซึ่งมีแผนนำกาแฟพันธ์ไทยเข้าตลาดหลักทรัพย์ และออร์โต้แบลคส์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2567 รอให้กำไรก่อนดอกเบี้ยและค่าเสื่อม(อีบิทดา)ขึ้นมาอยู่ในระดับศูนย์และค่อยๆเป็นบวก ซึ่งอนาคตจะเป็นส่วนของแมกซ์มาร์ท ถัดไป และเรายังไม่หยุดสร้างการเติบโตฝห้กับธุรกิจซึ่งจะยังคงเห็นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง



“ตอนนี้ ฐานการเติบโตที่สำคัญของ PTG ต้องยอมรับว่า สมาชิกบัตรแมกซ์การ์ดมีส่วนผลักดันอย่างมาก ทำให้เราสามารถรู้และมีฐานข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้า เชิงลึก ซึ่งทำให้สามารถสนองความต้องการให้กับลูกค้าได้ ขณะที่ฐานบัตรจากระดับล่างถึงกลางดังนั้นเรามั่นใจว่านี้คือหัวใจที่สำคัญของเรา ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิก 14 ล้านสิ้นปีจะขึ้นไปอยู่ที่ 15ล้านราย “


สำหรับแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกเพราะเชื่อว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะดีขึ้นค่าการตลาดเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 1.90-2 บาท และอีบิทดาน่าจะขยับขึ้นมาจากช่วงวิกฤตรุนแรงได้ปรับลดลงไปเหลือ 6-10%จากเป้าหมายเดิม 10-15%แต่พอเดือน7และเดือน 8 หลังจากคุมได้การท่องเที่ยวเริ่มกลับมา ก็ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8-12% ซึ่งหลังจากนี้ก็ต้องมาดูว่าเราจะกลับขึ้นไปสู่เป้าหมายแรกที่วางไว้ได้หรือไม่ ที่10-15% เชื่อเถอะครับเราจะกลับมาดี

"ครึ่งปีหลังยอดขายจะดีกว่าครึ่งปีแรก"



+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook