• Chatchai

กลุ่ม AIA แจ้งผลดำเนินงานปี 62 มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโต 6% กำไรเพิ่มขึ้น 9% จ่ายเงินปันผลได้เพิ่ม 10%


กลุ่มบริษัทเอไอเอ รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2562 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562


การเติบโตที่แข็งแกร่งของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB)

· มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโต 6% เป็น 4,154 ล้านเหรียญสหรัฐ

· มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้น 16% เมื่อไม่รวมฮ่องกง

· เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) เพิ่มขึ้น 2% เป็น 6,585 ล้านเหรียญสหรัฐ

· อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB margin) เพิ่มขึ้น 3 จุด คิดเป็น 62.9%


ผลกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นและผลตอบแทนที่ดี

· กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นมูลค่า 5,741 ล้านเหรียญสหรัฐ

· มูลค่าธุรกิจในส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (EV operating profit) เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็นมูลค่า 8,685 ล้านเหรียญสหรัฐ

· ผลตอบแทนจากการดำเนินงานที่เกี่ยวกับมูลค่าธุรกิจในส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (ROEV) คิดเป็น 15.9%


มีสถานะเงินสดหมุนเวียนที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนที่มั่นคง

· มูลค่าหุ้นตามมูลค่าธุรกิจ (EV Equity) เท่ากับ 63.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีมูลค่าธุรกิจเท่ากับ 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 12%

· เงินกองทุนส่วนเกิน (Underlying free surplus) คิดเป็นเป็นมูลค่า 5,501 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 13%

· มีเงินสดหมุนเวียนส่วนเกิน (Free surplus) เพิ่มขึ้นเป็น 14.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

· มีเงินโอนจากต่างประเทศสุทธิ (Net remittances) 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

· อัตราส่วนของการดำรงเงินกองทุน (Solvency ratio) ตามพระราชบัญญัติบริษัทประกันชีวิตฮ่องกงของเอไอเอ มีสัดส่วนที่แข็งแกร่งคิดเป็น 362% ซึ่งเป็นผลจากการเข้าซื้อกิจการบริษัท The Colonial Mutual Life Assurance Society Limited (CMLA) ในประเทศออสเตรเลีย


เงินปันผลรวมทั้งหมดเพิ่มขึ้น 11%

· เงินปันผลประจำปีเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 93.30 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น

· เงินปันผลรวมทั้งหมด มีมูลค่า 1.266 เหรียญฮ่องกงต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 11% (ไม่รวมเงินปันผลพิเศษในปี 2561)


นายอึง เค็ง ฮุย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า

เอไอเอ มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปี 2562 แม้ในสภาวะการดำเนินงานที่ท้าทาย ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตัวเลขในหลายๆ ด้าน


ทั้งนี้ การเติบโต 6% ของมูลค่าธุรกิจใหม่เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งในครึ่งปีหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในฮ่องกง ทำให้มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโต 16% เมื่อไม่รวมฮ่องกง นอกจากนี้ กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) เพิ่มขึ้น 9% เงินกองทุนส่วนเกิน (Underlying free surplus) เพิ่มขึ้น 13% และมูลค่าหุ้นตามมูลค่าธุรกิจ (EV Equity) ขยายตัว 12%


“ประเทศจีนยังคงมีผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมมาก โดยมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโต 27% และผมมีความยินดีเป็นอย่างมากที่กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) จากประเทศจีน มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตทางด้านการเงินของธุรกิจของเราที่น่าสนใจ จากการประกาศ เรื่องการเปิดตลาดประกันชีวิตแก่ชาวต่างชาติในประเทศจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว เราได้ส่งใบสมัครเพื่อขออนุมัติการเปลี่ยนสำนักงานสาขาเซี่ยงไฮ้เป็นบริษัทสาขา ซึ่งจะทำให้เราสามารถสร้างรากฐานใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้นในการขยายธุรกิจของเราในประเทศจีน โดยเราได้เริ่มด้วยการเปิดศูนย์ให้บริการการขายในเมืองเทียนจิน และเมืองฉือเจียจวง ในมณฑลเหอเป่ย ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา“นายฮุย กล่าว


อย่างไรก็ตาม การลดลง 5% ของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในฮ่องกง สะท้อนถึงการลดลงของยอดขายจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น กลุ่มลูกค้าภายในฮ่องกงของเรา ยังคงทำให้เรามีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ด้วยการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 หลักสำหรับทั้งปี


“การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในประเทศไทย และมาเลเซีย เป็นผลมาจากกลยุทธ์พรีเมียร์ เอเจนซี (Premier Agency) และกลยุทธ์ด้านพันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์ ในขณะที่ตลาดอื่นๆ มีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) 27% จากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของประเทศออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม“ นายฮุย กล่าว


ช่องทางการขายผ่านตัวแทนของเอไอเอ มีการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) 11% เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับการสรรหาตัวแทนที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มจำนวนตัวแทนที่มีผลงาน ในขณะที่มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในช่องทางการขายผ่านพันธมิตรธุรกิจลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในช่องทางการขายผ่านแบงก์แอสชัวรันส์ ถูกผลกระทบจากการเติบโตลดลงของช่องทางที่ปรึกษาทางการเงินอิสระในฮ่องกงในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ หากไม่รวมฮ่องกง ช่องทางการขายผ่านตัวแทนมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 16 และช่องทางการขายผ่านพันธมิตรธุรกิจเติบโต 19% สำหรับทั้งปี


นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังได้เห็นชอบในการเพิ่มเงินปันผลประจำปีที่ 10% ในปี 2562 เป็น 93.30 เซนต์ฮ่องกงต่อหุ้น ซึ่งเป็นผลจากนโยบายเงินปันผลที่รอบคอบ ยั่งยืน และก้าวหน้าของเอไอเอ ซึ่งทำให้มีโอกาสเติบโตในอนาคต และเกิดความยืดหยุ่นทางการเงินของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ภายใต้เศรษฐศาสตร์มหภาค และสภาวะตลาดทุนในปัจจุบัน


นายฮุย กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เอไอเอ ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในหลากหลายวัฏจักรเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตลาดของเราบางส่วนกำลังเผชิญหน้ากับแรงต้านจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ระดับโลก ซึ่งทำให้เราเห็นถึงเกิดการเกิดขึ้นที่สำคัญของยอดขายของธุรกิจใหม่ภายในกลุ่มบริษัทเอไอเอในไตรมาสแรก จากการติดต่อสื่อสารแบบตัวต่อตัวที่ลดลง และเพิ่มการดำเนินมาตรการเชิงรุก ซึ่งรวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการสนับสนุนการสรรหาตัวแทน การอบรม และกิจกรรมการขาย การสรรหาตัวแทนของเอไอเอ ในประเทศจีนยังคงแข็งแกร่ง สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เอไอเอในแต่ละประเทศได้ทำการช่วยเหลือชุมชน ด้วยผลประโยชน์เพิ่มเติมและขั้นตอนการเรียกร้องสินไหมที่รวดเร็วขึ้น ผมขอแสดงความห่วงใยแก่ครอบครัวและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดในครั้งนี้


“จากความต้องการภายในประเทศจำนวนมากและเทรนด์สถิติประชากรในภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ธุรกิจเอไอเอมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว เรามีศักยภาพในการเติบโตในแต่ละช่องทางการขาย รวมทั้งเราดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและมีคุณภาพในตลาด 18 แห่ง รวมถึงตลาดใหม่ล่าสุด ที่เราได้เปิดดำเนินการในประเทศเมียนมาร์ และเรายังคงเตรียมพร้อมสำหรับการขยายทางภูมิศาสตร์ในประเทศจีน ความต้องการในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของเอไอเอจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น อัตราการทำประกันชีวิตที่ยังต่ำ และความคุ้มครองที่จำกัดของสวัสดิการจากภาครัฐ ผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งถึงการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัทเอไอเอ”นายฮุย กล่าว

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228