+66847000180

  • Facebook

©2019 by Wealth Plus Today.

"อัลเจอร์ ฟัง" CEO ใหม่ AIA 'คนรุ่นใหม่ออมเงินน้อย ค่าหมอโรคร้ายแรง 2 ล้านบาทถึงพอ'

Updated: Sep 4, 2019



"อัลเจอร์ ฟัง" ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่มเอไอเอ ให้มารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ (CEO) ของ เอไอเอ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่สำคัญ เมื่อกลุ่มบริษัทเอไอเอได้ดำเนินดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกครบรอบ 100 ปีพอดี และไทยก็ถือว่าเป็นตลาดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเอไอเอ และมีอายุครบรอบ 81 ปีอีกด้วย


จากประสบการณ์ทำงานที่อยู่ในแวดวงธุรกิจประกันชีวิตมากว่า 25 ปี ผ่านมาทั้ง จีน สิงคโปร์ อินเดีย และศรีลังกา ล้วนต่างก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี


ตลาดประกันชีวิตในไทยจึงเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ "อัลเจอร์" ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในใจตัวเองว่า เขาต้องทำให้ธุรกิจเอไอไอ ไทย เติบโตเป็น 2 เท่าให้ได้ภายใน 3 ปี (2565)


แล้วทำไมเขาถึงมั่นใจเช่นนั้น ก็เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเอไอเอ ไทย มีผลการดำเนินงานที่ดีมาโดยตลอดและเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง มีตัวแทนที่มีคุณภาพกว่า 55,000 คน และยังมีธนาคารกรุงเทพที่เป็นพันธมิตรหลักที่สำคัญด้านแบงก์แอสชัวรันส์ ซึ่งต่างก็มีส่วนช่วยให้เอไอเอ ไทย ยังคงเติบโตได้เป็นอย่างดี


นอกจากนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขาเห็นว่า คนไทยยังมีความคุ้มครองที่ไม่เพียงพอ และเริ่มเห็นคนอายุน้อยๆ ในกรุงเทพ ใช้เงินมากเกินไป การเก็บออมเงินยังไม่เพียงพอ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้มองเป็นเรื่องของธุรกิจทั้งหมด แค่อยากช่วยให้คนอายุน้อยๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน เริ่มมีรายได้เหล่านี้ ได้รู้จักเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่ต้นๆ เท่านั้้น ไม่เช่นนั้นคงจะลำบากในอนาคตแน่ๆ


“แม้ผมจะเป็นซีอีโอ เอไอเอ ไทย แต่ผมก็ไม่อยากมองเป็นธุรกิจไปหมด แค่มองว่า เราในฐานะเป็นบริษัทประกันชีวิต สามารถช่วยได้ ช่วยให้ความรู้ ช่วยให้คนรุ่นใหม่ๆ มีเงินเก็บได้ ไว้ใช้ในอนาคต ไว้ใช้ยามเกษียณได้ ” อัลเจอร์ กล่าว


อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เห็น คือ คนไทยยังมีทุนประกันที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลด้านโรคร้ายแรง (CI)อยู่ต่ำมาก อย่างของเอไอเอ ไทยมีสัดส่วนแค่ 6% ของเบี้ยใหม่ที่เข้ามา หรือเฉลี่ยอยู่ที่รายละ 8 แสนบาทเท่านั้น และหากมีโรคเกิดขึ้นก็จะไม่เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน


อัลเจอร์ เห็นว่า ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงในยุคปัจจุบันอย่างต่ำควรมีทุนประกันอยู่ที่ 2 ล้านบาทถึงจะเพียงพอ และคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าถ้ามีค่ารักษาพยาบาลโรคทั่วไปแล้ว ก็จะครอบคลุมโรคร้ายแรงด้วย ซึ่งคงไม่เพียงพอ โดยอนาคตถ้าลูกค้ามีความเข้าใจและหันมาทำประกันภัยโรคร้ายแรงมากขึ้น ก็หวังว่าเบี้ยจากกลุ่มโรคร้ายแรงนี้ก็จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 12% ได้


“ถ้าดูจากหลายๆประเทศ ทั้งจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย จะทำประกันโรคร้ายแรงมากกว่าไทยอย่างน้อย 2 เท่า ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วควรมีประกันชีวิต 10-15 เท่าของรายได้ตลอดปีถึงปิดความเสี่ยงได้มาก หรือถ้าทำประกันโรคร้ายแรง อย่างน้อยก็อาจเริ่มจาก 2 เท่าของรายตลอดปีก่อน เพราะนอกจากเรื่องค่ารักษาพยาบาลแล้ว เมื่อเราเจ็บป่วยก็อาจขาดรายได้ตามไปด้วย เงินประกันที่ได้จึงเป็นค่าใช้จ่ายตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และอย่างน้อยก็ควรอยู่ให้ได้ 2 ปี” อัลเจอร์ กล่าว


ส่วนเรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆนั้น เขามองว่า แบบประกันชีวิตควบคู่การลงทุนหรือยูนิตลิงค์จะมีบทบาทในธุรกิจประกันชีวิตไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์แบบเดิมไม่ตอบโจทย์ ยูนิตลิงค์จึงเป็นโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งด้านการลงทุนและวางแผนระยะยาวได้ เพียงแต่ตัวแทนต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจด้วย


อย่าง ปัจจุบันเอไอเอ ไทย มีสัดส่วนเบี้ยยูนิตลิงค์อยู่ถึง 20% ของเบี้ยใหม่ที่เข้ามา และมีสัดส่วนตัวแทนที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือเอฟเออยู่ 15% เมื่อเทียบกับตัวแทนทั้งหมด 55,000 คน และมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนเอฟเอเป็น 50% ให้ได้ภายในปี 2565 เช่นกัน


“ผมต้องการผลักดัน สร้างฐานลูกค้าใหม่ เพื่อสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน อย่างตัวแทนถ้าจะให้อยู่ได้แบบยั่งยืน ก็ต้องมีฐานลูกค้าเป็นของตัวเองอย่างน้อย 200 คน ซึ่ง 200 คนนี้ ก็มีครอบครัว ก็มีเพื่อนที่นำไปต่อยอดได้อีกมาก ซึ่งคงเป็นการดีกว่าที่มีฐานลูกค้าน้อย แต่ซื้อกรมธรรม์มากๆ เพราะคงได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น” อัลเจอร์ กล่าว


สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นโอกาสที่ ซีอีโอใหม่ เอไอเอไทย ยังให้เห็นช่องทางการตลาดอีกมาก บวกกับความเข้าใจและการมุ่งมั่นรักษาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น การยึดมั่นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาตัวแทนที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จะยังคงทำให้เอไอเอไทย รักษาความเป็นผู้นำได้ไว้ได้ต่อไป เห็นได้จากผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เมื่อเบี้ยรับปีแรก เอไอเอ ไทย เติบโตได้ถึง 11% และเบี้ยรับรวมยังเติบโตที่ 5% เชื่อว่าความตั้งใจของ "อัลเจอร์" คงไม่ไกลเกินเอื้อม