"บลจ.เอไอเอ"ฉลองครบ1ปี ติดท็อป5ธุรกิจกองทุนรวมมีAUMภายใต้การบริหาร 8.5แสนล้าน

บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ฉลองครบรอบ 1 ปีกับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ด้วยพันธกิจเพื่อมุ่งสนับสนุนคนไทยให้มีสุขภาพการเงินที่แข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) รวมประมาณ 853,000 ล้านบาท ซึ่งจัดเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ติดอันดับใน 5 อันดับแรก ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศไทย




นายสุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด และ นายพีร พนิตพล ผู้อำนวยการฝ่ายยูนิต ลิงค์ เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมเปิดเผยในงาน แถลงข่าว “ครบรอบ 1 ปี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอไอเอ (ประเทศไทย) (AIAIMT) จำกัด” ว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการให้บริการด้านการลงทุน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ ทั้งกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล ปัจจุบัน บริษัทครองส่วนแบ่งในตลาดกองทุนส่วนบุคคล ที่ 39.71% ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม และในส่วนของกองทุนรวมนั้น หลังจากจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวมมาครบ 1 ปี ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 31,485 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ดีมากแม้ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19


ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) รวมประมาณ 853,000 ล้านบาท

ซึ่งจัดเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่ติดอันดับใน 5 อันดับแรก ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศไทยและเรามีความภูมิใจที่มีส่วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุน ของไทย


สำหรับมุมมองการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2564 เห็นได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการฟื้นตัวต่อเนื่องและปรับตัวเข้าสู่การเติบโตเต็มศักยภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ยังเผชิญกับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ความแตกต่างนี้จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วอาจมีการพิจารณาปรับลดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ การปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนในตลาดคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2566 ในขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงพึ่งพานโยบายของภาครัฐในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ พลวัตนี้จะนำมาซึ่งความผันผวนในตลาด


ในระยะสั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำจากแรงกดดันด้านปริมาณการออกจำหน่ายพันธบัตรใหม่ที่ลดลง ในขณะที่สภาพคล่องในตลาดเงินยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับลดปริมาณการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับ การปรับเพิ่มเงินคงคลัง จะนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร สะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัว


ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง แต่บริษัทจดทะเบียนยังคงเดินหน้าประกาศผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยหุ้นที่อยู่ในดัชนี S&P500 เกินกว่า 80% ยังคงรายงานผลการดำเนินงานได้ดีกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการทำธุรกิจสนับสนุนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและทำให้การลงทุนในหุ้นมีแต้มต่อ เมื่อพิจารณาถึงส่วนต่างระหว่างผลตอบแทน ในหุ้นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ยังคงปรับตัวสูงขึ้น


ดังนั้นเรายังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้โดยเฉพาะหุ้นในตลาดที่พัฒนาแล้ว นำโดยหุ้นจดทะเบียนในสหรัฐฯและยุโรป เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่สูงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตราสารหนี้ต่อไป อย่างไรก็ดี เรายังคงต้องจับตามองความเสี่ยงด้านการควบคุมการระบาดของไวรัส การกลายพันธ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นได้ การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความไม่แน่นอนเรื่องจังหวะเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มถอนมาตรการสนับสนุนทางการเงิน โดยเราเชื่อว่าความคล่องตัวในการปรับสัดส่วนการลงทุนและการลงทุนในหุ้นวัฐจักร (ซึ่งโดยมากมีการเติบโตที่สม่ำเสมอและราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่แพง) จะสร้างความสมดุลย์ให้พอร์ตการลงทุนในช่วงภาวะที่มีความผันผวนสูงได้


ส่วนมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังจากที่เริ่มมีการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลง รวมถึงผู้ได้รับวัคซีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ทำให้ความคาดหวังในการกลับมาเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศ มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น อีกทั้งจากที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวสนับสนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตเริ่มกลับมาดีขึ้น อาทิ พลังงาน สินค้าพื้นฐาน และการเงินของไทย อย่างไรก็ตาม ภาคการบริการที่รวมถึงการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศยังเป็นที่น่ากังวล แต่โดยรวมตลาดการลงทุน ในประเทศไทยเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น


" ในส่วนของตราสารหนี้นั้น เรามองว่าตราสารหนี้ในเอเชียยังน่าลงทุนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากส่วนชดเชยความเสี่ยงการผิดนัดชำระที่สูงกว่า"

นายพีร พนิตพล ผู้อำนวยการฝ่ายยูนิต ลิงค์ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า วิกฤตโควิด 19 ทุกอุตสาหกรรมล้วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ซึ่งในอุตสาหกรรมประกันชีวิตก็เช่นกัน จากรายงานของสมาคมประกันชีวิตไทยภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (FYP) มีอัตราการเติบโตลดลง 5% แต่ผลิตภัณฑ์ประเภทประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ ยังคงเติบโตได้ดีสวนทางกับอุตสาหกรรมถึง 137% จากปีที่ ผ่านมา สาเหตุเพราะผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนสามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านความคุ้มครอง ค่าเบี้ยประกันภัย และระยะเวลาการจ่ายเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าออกแบบเองได้ โดยเราได้รับความใว้วางใจจากลูกค้ากว่า 1.9 แสนกรมธรรม์ ทำให้ เอไอเอ ประเทศไทย ครองอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมยูนิต ลิงค์ ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ปี และถึงแม้ในปัจจุบัน เอไอเอ ประเทศไทย สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ แต่เราก็ไม่หยุดที่จะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’ ของคนไทยทั่วประเทศ”


ล่าสุด เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าปักธงยืนหนึ่งในด้านผลิตภัณฑ์ประกันในกลุ่มเด็กที่ดี ตอบโจทย์ และครบวงจรที่สุด ด้วยการเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่


ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ‘AIA Health Happy – UDR’ ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต AIA Issara Plus (Unit Linked) โดยเป็นการผสานระหว่างความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพให้ครอบคลุม 360 องศา เพื่อส่งมอบความอุ่นใจแก่ผู้ปกครอง โดดเด่นด้วยความคุ้มครองแบบ ‘เหมา เบิ้ล คุ้ม’ ไม่จำกัดวงเงินต่อการเข้ารักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง* และ


ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน ‘AIA Infinite Gift Prestige’ (Unit Linked) ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการในการส่งมอบความมั่นคงและมั่งคั่งแทนความรักจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการวางรากฐานเตรียมความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุตรหลานจะสามารถเดินตามความฝันในวันที่เติบโต และมีความพร้อมรับมือกับ ทุกสถานการณ์ในอนาคต โดยการวางแผนทางการเงินระยะยาว ผ่านประกันควบการลงทุน* ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ของขวัญจากความรัก ที่ไม่มีข้อแม้’


ทั้งนี้ บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของ เอไอเอ ประเทศไทย และบริหารจัดการเงินลงทุนในกองทุนรวมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ของ เอไอเอ ประเทศไทย เพื่อมอบบริการด้านการลงทุนและผลประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ลูกค้า ปัจจุบัน บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จัดเป็นผู้นำในด้านการบริหารกองทุนส่วนบุคคล และยังมีกองทุนรวมภายใต้การบริหารจัดการอีก 11 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ 5 กองทุน และกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ 6 กองทุน ซึ่งได้ผนึกกำลังกับ 3 พันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารการลงทุน ได้แก่ Wellington Management, Baillie Gifford และ Black Rock โดยทุกกองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าทั้งในด้านการบริหารความเสี่ยง และให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาวของผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ของ เอไอเอ ประเทศไทย โดยเฉพาะ