• Chatchai

เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทย Q3/63 “ยิ่งปรับขึ้นไป ยิ่งไกลพื้นฐาน” แนะหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ปันผลดี

สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) ในกลุ่มบริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ ASP นำโดย นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ ประเมินภาพรวมการลงทุนในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ยังมีหลากหลายปัจจัยกดดันการลงทุน โดยในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ยังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ การเคลื่อนย้ายคน สิ่งของ การจ้างงาน และปัจจัยสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ซึ่งมีแรงกระตุ้นจากความตึงเครียดสถานการณ์จีน-ฮ่องกงที่เพิ่มความร้อนแรงมากขึ้น ฯลฯ


สำหรับในประเทศ แม้สถานการณ์ COVID-19 มีแนวโน้มดีมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 63 บล.เอเซีย พลัส คาดหดตัว -8.4%yoy ขณะที่เม็ดเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก. 3 ฉบับออกมาไม่เต็มที่ โดยรวมคาดภาพเศรษฐกิจไทยช่วง 2H63 หลัง COVID-19 จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยประเมินเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเกือบทุกตัวทั้ง การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ การบริโภคในประเทศ ส่วนการลงทุนเอกชนชะลอลงแรง คงเหลือแรงขับเคลื่อนเพียงการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น งานก่อสร้าง งานประมูลโครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายโทรคมนาม และมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐที่ยังมีอยู่

“โดยรวมช่วง 3Q63 ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายเรื่อง ทั้งภายในและภายนอก และการที่ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ PER63F สูงเกิน 20 เท่า ซึ่งแพงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ขณะที่แนวโน้มการเติบโต EPS Growth 63F ของไทยลดลง 27.5%yoy ถือว่าต่ำสุดในภูมิภาค เชื่อว่าจะกดดันให้ Fund Flow ชะลอการไหลเข้า ขณะที่แรงขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยยังคงต้องพึ่งพิง Fund Flow จากนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย ASPS กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 63 ประเมินกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ไทยล่าสุด สายงานวิจัยประเมิน 6.88 แสนล้านบาท (EPS63F เท่ากับ 64 บาท/หุ้น) พิจารณาภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนครึ่งปีแรก พบว่ากำไรงวด 1Q63 อยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2563 ส่วนงวด 2Q63 คาดอาจไม่ได้ลดลง QoQ แต่ลดลง YoY ทำให้ 1H63 บริษัทจดทะเบียนอาจทำกำไรได้เพียง 30-40% ของประมาณการปี 2563 ที่สายงานวิจัยประเมิน 6.88 แสนล้านบาท (EPS63F เท่ากับ 64 บาท/หุ้น) ส่งผลให้ช่วงที่เหลือของปี บริษัทจดทะเบียนจะต้องทำกำไรเกินกว่า 60-70% ของประมาณการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายพอสมควร โดยประเมินความเสี่ยงกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 มีโอกาสถูกปรับลงอีก สวนทางกับ SET Index ที่ปรับขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะที่ยิ่งปรับขึ้นไป ยิ่งไกลพื้นฐาน

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3 ปี 63 นี้ เนื่องจากสถานการณ์ในปีนี้มีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ดังนั้น การลงทุนจึงต้องเน้นหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน และกลุ่มหุ้นที่อิงกระแสการประมูลโครงการลงทุนของรัฐ และมาตรการกระตุ้นการบริโภค เลือก BGRIM, CPF, CPALL, INTUCH, INSET, SEAFCO โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index อยู่ในกรอบ 1,250-1,420 จุด


+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook