ASPS คาดดัชนีหุ้นไทย Q3/64 เสี่ยงลงแตะ 1,510 จุด แนะถือเงินสด 20%


ASPS คาด SET ไตรมาส 3/64 มีแนวรับ 1,510 จุด แนะถือเงินสด 20% พร้อมคาดฟันด์โฟลว์ไหลออกต่อเนื่อง รับเฟดส่งสัญญาณถอน QE-บาทอ่อน


  นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยงาน "นักวิเคราะห์พบสื่อ ไตรมาส 3/64” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ในช่วงไตรมาส 3/64 มองว่าเป็นช่วงรอยต่อสำคัญจึงมีโอกาสปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาตลาดยังค่อนข้างเล่นได้สบาย หลังจากกระแสทิศทางฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคและภาพรวมของการฟื้นตัวของประเทศต่างๆ


  แต่ในช่วงไตรมาส 3/64 จะมีปัจจัยเข้ากดดันในหลายๆเรื่อง อาทิ การประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในงวดไตรมาส 2/64,สถานการณ์แพร่ระบาดของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศ และการเดินหน้าส่งสัญญาณลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่หากเริ่มส่งสัญญาณปรับลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร (QE Tapering) เกิดขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดและผลักให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกได้



  ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในไตรมาสดังกล่าวมีสัญญาณปรับฐานลงและถือเป็นจุดเล่นยากที่สุดของปี เพราะมีปัจจัยลบที่จะเข้ามากระทบให้ตลาดปรับตัวผันผวน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าหากหลุดต่ำกว่าระดับ 1,582 จุด มีโอกาสสูงที่ดัชนีฯลดลงไปถึงแนวรับที่ระดับ 1,510 จุดได้ จึงทำให้นักลงทุนอาจต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เพราะมีช่องว่างที่ให้ดัชนีฯปรับตัวลดลงกว่า 70 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ระดับ 1,644 จุด พร้อมแนะนำให้สำรองเงินสดไว้หรือเลือกปรับพอร์ตใหม่โดยกลับมาถือเงินสดในสัดส่วนราว 20% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะในช่วงที่ตลาดย่อตัวในการเข้าช้อนซื้อหุ้น


  ขณะที่ทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติคาดว่ายังมีโอกาลไหลออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันและความกังวลเรื่อง QE Tapering เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดภูมิภาครวมถึงตลาดหุ้นไทย อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า จะยิ่งกดดันให้ต่างชาติให้มีโอกาสเผชิญการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX loss) จากการลงทุน จึงทำให้จะเห็นการเร่งโยกเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติไหลออกไปมากขึ้น และส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต้องหวังพึ่งเม็ดเงินลงทุนจากในประเทศเป็นหลัก


  ส่วนแนวโน้มกำไรของบจ.คาดว่าจะผ่านจุดสูงสุดมาแล้วในงวดไตรมาส 1/64 โดยช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีคาดว่าบจ.จะมีกำไรสุทธิรวม 5.45 แสนล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 11.7% จากปีก่อน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าไตรมาสแรกที่เติบโตสูงกว่า 135%


  นอกจากนี้มาตรการควบคุมโควิด-19 ที่ปัจจุบันดำเนินมาเป็นเวลาถึง 3 เดือนครึ่งจาก 9 เดือนที่เหลือของปี ทั้งมาตรการแบ่งโซนสีและมาตรการคุมเข้ม 10 จังหวัดน่าจะกดดัน EPS ของตลาดที่ปัจจุบันกลุ่มนักวิเคราะห์ (Consensus) คาดไว้ที่ระดับ 83 บาทต่อหุ้น ให้มีโอกาสการปรับประมาณการลงได้ หากความเสี่ยงต่างๆยังคงยืดเยื้อนานขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วน ASPS ยังคงประเมิน EPS ไว้ที่ 71.2 บาทต่อหุ้น เพราะนับว่าค่อนข้างต่ำกว่าตลาดพอสมควร


  “กลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 3/64 ท่ามกลางความเสี่ยงจากรอบด้าน จึงแนะนำนักลงทุนเลือกซื้อหุ้นรายตัว โดยหลบความผันผวนไปหาหุ้นพื้นฐานดีที่มีแรงหนุนเฉพาะตัว และเป็นเป้าหมายของกระแสเงินทุนในประเทศ อย่าง BLA, BDMS, TFG, MCS, GPSC, BJC และ CENTEL" นายเทิดศักดิ์ กล่าว