BAM ปรับกลยุทธ์ดันรายได้ครึ่งปีหลังเข้าเป้า



BAM ชี้ ปี 2563 เป็นปีที่ท้าทายความสามารถทุกองค์กร ภายใต้ปัจจัยผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 เผยผลงานครึ่งปี 2563 กำไร 834 ล้านบาท ระบุ ที่ผ่านมาออกมาตรการพักชำระหนี้และดอกเบี้ย ช่วยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด - 19 ส่งผลทำให้รายได้ส่วนนี้ลดลง รวมถึงกรมบังคับคดีงดขายทอดตลาดทรัพย์ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2563 มั่นใจครึ่งหลังปี 2563 ปรับกลยุทธ์และแผนการตลาดดันรายได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้

นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2563 BAM ได้ปรับกลยุทธ์และแผนการตลาดเพื่อรองรับเหตุการณ์ผลกระทบจาสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 โดยจัดงานและกิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้โปรโมชั่นพิเศษสุดในรอบ 20 ปี กับการจัดมหกรรมลดราคาอสังหาริมทรัพย์ครั้งยิ่งใหญ่ ในวันที่ 9 กันยายน 2563 ภายใต้โปรโมชั่น “ 9 เดือน 9 ลดไม่ยั้ง ปังกว่าทุกแคมเปญ ” เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนและนักลงทุนในภาวะเศรษฐกิจซบเซาให้สามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น



ทั้งนี้ BAM ได้คัดบ้านสวย พร้อมอยู่ ลดราคาสูงสุดกว่า 30 % จำนวน 9 รายการ พร้อมเสนอทรัพย์คุณภาพ บ้าน ที่ดิน คอนโด และทรัพย์เพื่อการลงทุน จำนวนกว่า 100 รายการ และรับส่วนลด On Top สูงสุดเกือบ 5 ล้านบาท มากกว่า 100 รายการ มาให้ลูกค้าและผู้สนใจได้เลือกซื้อ


ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศให้ชะลอตัวลง ทำให้จำนวน NPL ในระบบเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ BAM จะสามารถเลือกซื้อ NPL จากสถาบันการเงินต่าง ๆ มาบริหารจัดการได้ในราคาที่เหมาะสม


นายสมพรกล่าวว่า BAM เชื่อมั่นว่า จากการปรับกลยุทธ์และแผนการตลาดในช่วงครึ่งหลังปี 2563 รวมถึงลูกค้าที่ขอพักชำระหนี้ 3 เดือน ของ BAM ได้เริ่มทยอยกลับมาผ่อนชำระตามปกติอีกครั้ง ตลอดจนสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ในประเทศ เริ่มคลี่คลาย และประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าหลาย ๆ ประเทศ และผลประกอบการของ BAM ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น


การดำเนินธุรกิจในปี 2563 ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของทุกองค์กร ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับแทบทุกภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยในช่วงครึ่งปี 2563 BAM มีกำไรสุทธิ 834 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเก็บเงินสดของ BAM ที่ยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับผลการดำเนินงานปกติ ซึ่งจะแตกต่างจากผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เนื่องจากในปีก่อน BAM ได้รับชำระเงินจากลูกหนี้รายใหญ่รายหนึ่งจำนวนกว่า 5,000 ล้านบาท

โดยปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อผลประกอบการ ได้แก่ โครงการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด – 19 ผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้า SME รวมทั้งลูกค้าซื้อทรัพย์แบบผ่อนชำระกับ BAM ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด – 19 ผลจากกรมบังคับคดีงดขายทอดตลาดทรัพย์ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2563 รวมทั้งลูกค้าและนักลงทุนที่สนใจซื้อหรือวางแผนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ชะลอการตัดสินใจซื้อ ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2563


นอกจากนี้ลูกค้ารายใหญ่ ทั้ง NPL และ NPA ที่ได้รับอนุมัติแล้วไม่สามารถชำระเงินได้ และต้องขอขยายเวลา ชำระเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความไม่มั่นใจ ในความสามารถชำระหนี้คืน เพราะภาคธุรกิจโดยรวมได้รับผลกระทบอย่างมาก

นอกจากนี้ BAM ยังได้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ (TFRS9) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งส่งผลต่อรายได้ดอกเบี้ยของบริษัทฯ เนื่องจากเดิม BAM จะบันทึกรายได้เมื่อได้รับชำระเงินสด เปลี่ยนเป็น BAM บันทึกรายได้ตามเกณฑ์คงค้าง โดยบริษัทฯ จะต้องบันทึกรายได้ดอกเบี้ยในส่วนที่ค้างรับ และบันทึกค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตจากรายได้ดอกเบี้ยในส่วนที่ค้างรับคู่กันไป เพื่อแสดงผลการดำเนินงานให้สะท้อนตามข้อเท็จจริง




+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook