แบงก์กำไรงวด9เดือนพุ่ง31%สำรองหนี้ลดลง-สินเชื่อชวยพยุงศก.ขยายตัว

อัปเดตเมื่อ 22 ต.ค. 2564



ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์10แห่งโดย9ธนาคาร ได้ประกาศผลดำเนินงานงวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 ก.ย.2564 พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 1.40 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.54% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 1.06 หมื่นล้านบาท

โดยธนาคารที่มีกำไรสุทธิปรบตัวเพิ่มขึ้นดีสุดคือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีกำไรสุทธิ 2.81หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.46% โดยธนาคารให้เหตุผลของกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเพราะการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ได้ตั้งไว้ล่วงหน้าในสัดส่วนที่สูงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19


ขณะที่ธนาคารกำไรปรับตัวลดลง คือ ธนาคารทหารไทยธนชาตและบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป

ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือน ปี 2564 จำนวน 20,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.6 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4.6 % จากการรวม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารเพอร์มาตาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการบริหารต้นทุนเงินรับฝาก โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.10%


สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 27.6 % ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมจากการอำนวยสินเชื่อ รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4.6 %

ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็น 48.4 % ทั้งนี้ ธนาคารยังคงยึดหลักความระมัดระวังในการตั้งสำรอง โดยพิจารณาปัจจัยผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า


ธนาคารกรุงเทพยังคงดำรงฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและยังคงมีความไม่แน่นอน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,523,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6 % จากสิ้นปี 2563 จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อกิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.7 %


ทั้งนี้ ธนาคารยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและยังคงมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 198.9 %


ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 จำนวน 3,124,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2

จากสิ้นปีก่อน เป็นผลจากการที่ลูกค้ายังคงต้องการดำรงสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงในภาวะที่มีความไม่แน่นอน ทำให้อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 80.8 %


นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน 2564 ธนาคารออก หุ้นกู้ด้อยสิทธิ อายุ 15 ปี ที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ภายใต้หลักเกณฑ์ Basel III จำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างเงินกองทุนของธนาคารให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 19.716.1 % และ 15.3 % ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด


ด้านนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะการเงินของธนาคารและความสามารถในการปรับตัวภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารยังคงเน้นบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือลูกค้าและสังคมผ่านโครงการช่วยเหลือทางการเงิน ในไตรมาส 3 ธนาคารได้เริ่มกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จภายใต้กรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีโอกาสฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งนี้แบบยั่งยืน นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยผ่านแพลตฟอม์ส่งอาหารโรบินฮู้ด โดยในไตรมาสนี้ ธนาคารมีผู้ใช้งานใหม่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพิ่มขึ้นกว่า 1.9 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขยายฐานผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มส่งอาหารโรบินฮู้ด ธนาคารจะยังคงมุ่งมั่นยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าบนช่องทางดิจิทัลให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้บนแพลตฟอร์มต่อไป”



ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า 9 เดือนแรกของปี 2564 กำไรสุทธิจำนวน 27,409 ล้านบาท ดันสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 4.4% และ 4.2% ตามลำดับ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างต่อเนื่องผ่านหลายมาตรการเชิงรุก ตอกย้ำพันธกิจของธนาคารในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

กรุงศรียังคงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่มีความเปราะบาง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบจากโรคระบาด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สามที่ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดสินเชื่อภายใต้มาตรการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 233,617 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารได้สนับสนุนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดรวม 25,709 ล้านบาท ณสิ้นเดือนกันยายนปี 2564

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228