• Numnan Tapee

แบงก์สำรองเพิ่มรับโควิด19กดกำไรปี63วูบ

โควิด 19 ทุบกำไรธนาคารพาณิชย์ปี 63 วูบ 68% เดินหน้าตั้งสำรองเพิ่มรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ/หนี้ ขณะที่ไตรมาส 4 มี 4ธนาคารกำไรดีกว่าคาด

กำไรงวดปี 2563 ของธนาคารพาณิชย์

หน่วย:ล้านบาท




นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ในปี 63 ธนาคารมีกำไรสุทธิเท่ากับ 16,732 ล้านบาท ลดลง 42.9% จากปี 62 ซึ่งเป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับสูง ธนาคารและบริษัทย่อยทยอยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่สูงโดย จำนวน 44,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.6%

เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญฯ ในปี 62 และในไตรมาส4 ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 9,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.8% ตามหลักการพิจารณาอย่างรอบคอบ

รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานผลประกอบการไตรมาสไตรมาส 4/63 มีกำไร 2,398 ล้านบาท ลดลง 40.3% จากไตรมาส 3/63 และลดลง 70% จากช่วงเดียวกันปี 62 ซึ่งเป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาระบบงานและปรับปรุงประสิทธิภาพสูงขึ้น


ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 31,196 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ 181.6% เป็นการเตรียมความพร้อมตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  


ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 63 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,363,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากสิ้นปี 62 หากไม่รวมธนาคารเพอร์มาตา เงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนใหญ่จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.9% โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการดูแลกระบวนการอำนวยสินเชื่อและบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการดำรงค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส(ASPS) ระบุว่า กำไรกลุ่มแบงก์งวดไตรมาส4ปี 2563 (8 ธนาคาร) มีกำไร เท่ากับ 3.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% จาก QoQ และ -24% yoy


อย่างไรก็ตามก็มีกำไรธนาคารที่ดีกว่าคาด


1. KBANK ที่รายงานกำไรเกินคาดหมาย ขยายตัว 99% QoQ หลังผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss : ECL)ลดลงจากงวดก่อนอย่างมีนัยฯ


2.KTB เติบโตตามคาด 12.9% QoQ เท่ากับ 3.45 พันล้านบาท จากภาระการตั้ง ECL ต่ำลงราว 26% QoQ หลังตั้งสูงในช่วงก่อนหน้า ชดเชยรายได้ที่ยังถูกกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ

ตามสภาวะดอกเบี้ยขาลง


3. SCB กำไรสุทธิเพิ่ม 7% QoQ อยู่ที่ 4.97 พันล้านบาท หนุนด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ฟื้นตัวเด่น 33% QoQ จาก Performance Fee ในส่วนของ Bancassurance


4. TISCO รายงานกำไรเติบโต 1.5% QoQ


ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรสุทธิกลุ่มฯ หนุนด้วย Credit Cost ลงมาที่ 1.7% จาก 1.9% ในงวด 3Q63 ประกอบกับรายได้รวมเติบโต 4% QoQ อยู่ที่ 1.91 แสนล้านบาท หลักๆ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ขับเคลื่อนด้วยกำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุน (FVTPL) ในกลุ่มของ ธ.พ. ขนาดใหญ่ ตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น

ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมฯ กลุ่มฯ ฟื้นตัว 13% QoQ ส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิชะลอตัว 1.9% QoQ ผลจาก NIM ของ ธ.พ. ขนาดใหญ่อ่อนตัว ตามสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง (แต่เห็นการฟื้นตัวของ NIM ในกลุ่ม ธ.พ. ขนาดกลาง – เล็ก อย่าง KKP, TISCO และ TMB) โดย NIM กลุ่มฯ ลงมาที่ 2.84% จาก 2.93% ในงวดก่อน บนฐานสินเชื่อเติบโต 2.2% QoQ เท่ากับ 12.9 ล้านล้านบาท


สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio ใกล้เคียงงวดก่อนที่ 3.4% โดยสินเชื่อราว 20% ยังอยู่ในมาตรการพักชำระหนี้ แต่เริ่มเห็นภาพชัดมากขึ้น หลังลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถกลับมาชำระตามปกติราว 75% - 90%


คงน้ำหนักเท่าตลาด เลือก KBANK และ TISCO จากคุณภาพสินทรัพย์ค่อนข้างชัดเจน และมีการตั้ง ECL สูงในช่วงที่ผ่านมา เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228