กรุงศรีคาดท่องเที่ยวปีนี้ฟื้นตัวช้า หนุนรัฐกู้เงินเพิ่มเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ


วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในปีนี้เหลือ 3.3 แสนคน ภายใต้การคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวที่ 2% โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบันยังคงมีความน่ากังวล โดยเฉพาะการพบการระบาดในคลัสเตอร์ใหม่ๆ กระจายในหลายพื้นที่ ล่าสุดทางการเห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 2 เดือน เป็นสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม


วิจัยกรุงศรีประเมินผลกระทบที่รุนแรงเกินคาดจากการระบาดระลอกที่สามอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และจากประมาณการจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันซึ่งกว่าจะเห็นการลดลงเหลือต่ำกว่า 100 ราย อาจอยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม จึงอาจส่งผลต่อแผนการเปิดพื้นที่นำร่องโดยจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบแล้วไม่ต้องกักตัวเมื่อเดินทางเข้ามา



ดังนั้น ในไตรมาส 3/2564 มีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังน้อยอยู่ ก่อนจะค่อยเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2564 ภายใต้การประเมินว่าทางการจะยังสามารถดำเนินโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้



นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ สะท้อนจาก


1. ผลสำรวจของ Thai-Chinese Intelligence Center ชี้ว่านักท่องเที่ยวจีน 1 ใน 3 ระบุว่าจะรอ 6 เดือนหลังจากการระบาดสิ้นสุดลงก่อนที่จะเดินทาง


2.จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในอินเดียและมาเลเซียยังสูงอยู่


และ3.การฉีดวัคซีนที่ยังล่าช้าในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตลอดจนเงื่อนไขของประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวที่อาจเป็นข้อจำกัดในการเดินทางข้ามประเทศ ดังนั้น วิจัยกรุงศรีประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในปี 2564 จะมีประมาณ 3.3 แสนคน จากเดิมคาดไว้ที่ 3 ล้านคน

สำหรับตลาดในประเทศ ประเมินว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยลดลงเป็น 60 ล้านคน-ครั้ง จากเดิมคาด 110 ล้านคน-ครั้ง ผลกระทบจากการระบาดระลอกสามที่รุนแรงกระทบต่อความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศที่ต้องถูกเลื่อนออกไป


รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่ 7 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดระลอกที่สาม การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 พฤษภาคม เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อ COVID-19 ฉบับใหม่มีวงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาท เบื้องต้นกำหนดนำไปใช้ใน 3 แผนงาน คือ


1) แผนเยียวยาหรือชดเชยแก่ประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ วงเงิน 400,000 ล้านบาท

2) แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 270,000 ล้านบาท และ

3) แผนงานด้านสาธารณสุข วงเงิน 30,000 ล้านบาท


เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการระบาดระลอกที่สามของ COVID-19 สะท้อนจากการทยอยปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สภาพัฒน์ฯ ปรับลดลงเป็นขยายตัว 1.5-2.5% (จาก 2.5-3.5%) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับเหลือขยายตัว 0.5-2.0% (จาก 1.5-3.0%) รวมถึงวิจัยกรุงศรีปรับเหลือโต 2% (จาก 2.2%)


การออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่เพิ่มเติมจากพ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 1 ล้านล้านบาทที่มีการใช้เกือบเต็มวงเงินแล้ว จึงมีความจำเป็นเพื่อบรรเทาผลกระทบของสถานการณ์การระบาดที่อาจจะยืดเยื้อไปถึงเดือนสิงหาคม (ตามแบบจำลองการระบาดของวิจัยกรุงศรี)


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญของการกู้เงินรอบใหม่นี้ ควรใช้ในการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เน้นใช้เฉพาะกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือพื้นที่ที่มีการปิดกิจกรรมเศรษฐกิจชั่วคราว และเห็นควรจำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนหรือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบกว่า 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาด้วย สำหรับหนี้สาธารณะแม้มีแนวโน้มขยับขึ้นสูงเกินกรอบเพดานหนี้ แต่ยังถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ



60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228