BGRIM ลุยซื้อโรงไฟฟ้า 600-650 MW

อัพเดตเมื่อ: 7 มี.ค. 2020

BGRIM คาดรายได้ปีนี้โต 10-15% รับจ่ายไฟเข้าระบบ 46 MW เล็งซื้อโรงไฟฟ้า 600-650 MW ดันยอดขายไฟทะลุ 3,000MW วางงบ 5 ปี 6.3 หมื่นลบ.ลุยสร้างโรงไฟฟ้าครบ 3,400MW เล็งออกหุ้นกู้อีก 8,000 ลบ.


นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยว่า คาดรายได้ปี 63จะเติบโต10-15% เพราะมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จ่ายไฟเข้าระบบโครงการพลังงานลมบ่อทอง ขนาดกำลังผลิต 16MW ในช่วงเดือนก.ย.63 และโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์ม กำลังผลิต 30MW ในเดือนต.ค.63


รวมถึงจะซื้อกิจการโรงไฟฟ้าประเภท SPP ซึ่งเมื่อเข้าซื้อกิจการแล้วเสร็จจะทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้ทันที อีกทั้งจะรับรู้รายได้แบบเต็มปีของโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์ม ที่เวียดนาม จึงทำให้คาดในสิ้นปีจะมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบเกิน 3,000MW เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 62 ที่อยู่ในระดับ 2,896MW

   ขณะเดียวกันมีโครงการที่กำลังศึกษาเข้าลงทุนในระยะสั้น ทั้งในส่วนของการซื้อกิจการ และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศ และต่างประเทศ กำลังการผลิตรวม 600-650MW ซึ่งแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP ในไทยจำนวน 400MW และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มาเลเซีย 200-250MW คาดจะได้ข้อสรุปภายในเร็วๆนี้

   นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่กำลังศึกษาได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เกาหลี กำลังการผลิต 36MW และมีโอกาสที่จะพัฒนากำลังการผลิตสูงสุดได้ 100MW ประกอบกับโรงไฟฟ้าก๊าซ LNG ที่เวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 3,000MW รวมถึงโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์มที่ประเทศฟิลิปปินส์

   นายนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทวางงบลงทุน 5 ปี เพื่อใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตขายไฟฟ้าในมือ กำลังผลิต 3,424 MW ซึ่งจะต้องใช้เงิน 63,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนเงินกู้ 75% และเงินส่วนทุนของบริษัท 20-25% โดยแหล่งเงินกู้จะมาจากโปรเจคไฟแนนซ์ไทย และการออกหุ้นกู้


   ทั้งนี้ในช่วงกลางปี มีแผนจะออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะรอภาวะเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ย และความจำเป็นในการใช้เงิน ปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.91เท่า โดยมีนโยบายจะควบคุมให้ไม่เกินระดับ1.5 หรือ2 เท่า ดังนั้นจึงมองว่าจึงเป็นโอกาสที่จะสามารถระดมเงินเพื่อมาใช้ลงทุนขยายธุรกิจได้

   นางศลยา ณ สงขลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ BGRIM เปิดเผยว่า ปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงเดือนม.ค.กับเดือนก.พ. มีอัตราการเติบโต 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มแพ็คเกจจิ้งยังมีออเดอร์สั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป


  ขณะที่กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์มีลูกค้าใหม่ จึงทำให้ปริมาณขายไฟเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศมีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น จากภาวะอากาศในประเทศช่วงหน้าร้อน โดยกลุ่มลูกค้าดังกล่าวช่วยชดเชยลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หายไป

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.