• noptanitc

กรุงเทพประกันภัย ทุ่มลงทุนเทคโนโลยีเพิ่ม รองรับ New Normal ใช้ฐานข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจ

มั่นใจปีนี้ทำเบี้ยได้ถึง 22,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ตามแผนที่ตั้งเป้าไว้ เผยยังมีปัจจัยบวกหนุนส่ง หลังไตรมาส 1/63 ทำเบี้ยได้แล้ว 6,136 ล้านบาท ำำไรสุทธิ 668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%


นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ บริษัทจะใช้กลยุทธ์เพิ่มการลงทุนในด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและพร้อมรองรับ New Normal Lifestyle ด้วยการปรับเปลี่ยน Core Business System (CBS) ขยายการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Robotic Process Automation: RPA) มาปรับปรุงกระบวนการทำงาน ทั้งด้านรับประกันภัยและสินไหมทดแทนเพื่อให้ลูกค้าและคู่ค้าได้รับความสะดวกรวดเร็วขึ้นแล้ว


"เวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว เราต้องลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี โดยได้ไตั้งเป้าเป็น Data Driven Organization ด้วยการปรับปรุงระบบ Enterprise Data Warehouse ของบริษัทฯ เพื่อใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ สนับสนุนการทำงานและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนที่ชัดเจนในการก้าวไปข้างหน้า" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำเบี้ยได้ถึง 22,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% ตามแผนที่ตั้งเป้าไว้ โดยมีปัจจัยหลักสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น การรักษาอัตราการต่ออายุและขยายฐานลูกค้ารายย่อย โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีอัตราการต่ออายุกรมธรรม์มากกว่า 90%

การรับประกันภัยงานภาครัฐ ซึ่งยังมีแนวโน้มที่ดี โดยคาดจะได้เบี้ยจากเมกะโปรเจกต์ ผนวกกับเบี้ยประกันภัยข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นกว่า 500 ล้านบาท การเล็งเห็นโอกาสของตลาดประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ ที่ลูกค้าตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพและการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น บริษัทฯ จึงได้พัฒนาออกผลิตภัณฑ์กรมธรรม์ประกันสุขภาพให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงประกันภัย COVID-19 (ประกันภัย 3 โรคกวนใจเพิ่มภัยโควิด) และได้นำบริการ Telemedicine เข้ามาให้บริการลูกค้าในปัจจุบัน และพร้อมจะขยายการให้บริการในรูปแบบใหม่เพิ่มเติมในเร็วๆ นี้


รวมถึง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความคุ้มครองที่เหมาะสมกับพฤติกรรมและกำลังซื้อของลูกค้าในสภาวการณ์เช่นนี้ เช่น การออกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ ราคาประหยัด คุ้มครองระยะสั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถยนต์ของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์การระบาด COVID-19 รวมทั้งการขานรับนโยบายของสำนักงาน คปภ.ในการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถผ่อนชำระเบี้ยได้สูงสุดถึง 180 วัน การขยายความคุ้มครองให้ลูกค้าที่แจ้งหยุดใช้รถชั่วคราว และการขยายงานในตลาดอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตจากการขยายการลงทุนของนักลงทุนไทย โดยคาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับต่อเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านบาท


สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/63 ทำเบี้ยได้ 6,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% มีกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 328 ล้านบาท และรายได้สุทธิจากการลงทุน 459 ล้านบาท กำไรก่อนภาษีเงินได้ 788 ล้านบาท และเมื่อหักภาษีเงินได้แล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 668 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 6.28 บาท

ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/63 มีแนวโน้มเป็นไปตามเป้าหมายแต่การเติบโตอาจแผ่วลงจากการได้รับผลกระทบของสถานการณ์การแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 เห็นว่า ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจ แม้ปัจจุบันธุรกิจประสบกับความท้าทายทั้งจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน การส่งออกหดตัว ยอดขายรถยนต์ใหม่ที่ชะลอตัวอย่างมาก และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์และการดำเนินธุรกิจทั่วโลก



ทั้งนี้ ปัจจัยบวกที่จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจประกันวินาศภัย ได้แก่ การที่ผู้บริโภคตระหนักมากขึ้นถึงความเสี่ยงภัยด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เห็นได้จากตัวเลขผู้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยไวรัส COVID-19 จำนวนมาก ปัจจุบันมีประมาณ 8.15 ล้านกรมธรรม์ ซึ่งกลุ่มนี้จะกลายเป็นฐานลูกค้าที่มีศักยภาพในการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพประเภทอื่นๆ ต่อไป


แนวโน้มของอัตราค่าสินไหมทดแทนของประกันสุขภาพที่จะลดลงจากการใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่น การสวมหน้ากากอนามัย, การล้างมือเป็นประจำ, Social Distancing รวมทั้งการเข้มงวดด้านมาตรฐานความสะอาดและอนามัยในสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้การเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางเดินหายใจต่างๆ ลดน้อยลง เช่นเดียวกับความกังวลในเรื่องการระบาดของ COVID-19 ทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น หรือรักษาตัวเองเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย


มาตรการผ่อนคลายของสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้บริษัทประกันภัยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เช่น การอนุญาตให้จำหน่ายประกันภัยระยะสั้นเป็นรายวัน รายเดือนหรือรายไตรมาส, การอนุญาตให้สามารถผ่อนชำระเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้กับบริษัทประกันภัยโดยตรง, การให้จัดส่งกรมธรรม์แบบ e-Policy ให้ลูกค้าได้ นอกจากนี้ การเลื่อนการ

การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกไปอีก 1 ปี ทำให้ช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการลงไปได้อีกระดับหนึ่ง โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของภาครัฐที่มีแผนจะเปิดประมูลและเซ็นสัญญาก่อสร้างในปีนี้ส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการต่อไปตามแผนที่ตั้งไว้


นอกจากนี้ อัตราเบี้ยประกันภัยต่อในตลาดโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นจากความเสียหายของมหันตภัยในปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัย IAR ในปีนี้ไม่สามารถตัดราคาเพื่อการแข่งขันได้เหมือนที่ผ่านมา และการท่องเที่ยว ตัวขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยการท่องเที่ยวภายในประเทศจะเริ่มดำเนินการได้ภายในไตรมาส 3 และจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้ภายในเดือนตุลาคม




  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.