BKIเปิดแผนปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยประกันโต5%ลดพอร์ตหุ้นทำกำไรหนุนผลงาน-ถือเงินสดรอซื้อ1550จุด

  BKI เปิดแผนธุรกิจปี 65 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมโต 5% ปี64เปิดตัวเลขเคลมโควิด19เจอจ่ายจบ แล้ว 3,726 ล้านบาท คาดถือจนกรมธรรม์หมดอายุยอดจ่ายเคลมรวม 7.7 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าสร้างกำไรจากพอร์ตลงทุน หวังชดเชยผลขาดทุนจากโควิด ไตรมาสแรกแรกลดพอร์ตลงต่อเนื่อง ถือเงินสดรอซื้อ1550จุด


  ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า ในปี 65 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 25,736 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน ที่มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 24,511 ล้านบาท ซึ่งคาดหวังจากยอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย ประกันรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จากปี 64 ที่มีเบี้ยรับ 25 ล้านบาท โดยพอร์ตประกันรถ EV คิดเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตประกันมอเตอร์ทั้งหมด 40% ที่มีเบี้ยรวมกว่า 10,000 ล้านบาท


  ประกันภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์ เจาะกลุ่ม SME เพื่อรองรับฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(PDPA) ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากปี 64 มีเบี้ยรับ 65 ล้านบาท ประกันคุ้มครองธุรกิจ SME แบบแพ็กเกจ ตั้งเป้าเบี้ยไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท โดยเน้นขายผ่านช่องทางคู่ค้า เจาะกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร โชห่วย ร้านทำฟัน อพาร์ตเม้นท์ ประกันสุขภาพคุ้มครองทั้งผู้ป่วยในผู้ป่วยนอก และ ปีนี้จะสร้างบริการเทเลเมดิซีนเพิ่มอีก 3 แพลตฟอร์มเพื่อให้ลูกค้าใช้งาน



  สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 65 ยังต้องประสบกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดที่ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเต็มที่คาดว่าธุรกิจประกันภัยจะมีเบี้ยรับรวมเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5-2.5% ในส่วนของประกันภัยรถยนต์ คาดว่าจะเติบโตจากยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์เติบโตได้ถึง 13.3%


  ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และ วัตถุดิบในการผลิตมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


  ส่วนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดส่งผลให้บริษัทมียอดจ่ายเคลมประกันภัย “เจอ จ่าย จบ” รวมค่ารักษาพยาบาล ณ สิ้นปี 64 ประมาณ 3,726 ล้านบาท ในขณะที่มีเบี้ยประกันภัยรับเพียง 670 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยโควิด “เจอ จ่าย จบ” อยู่ประมาณ 1.3 ล้านฉบับ และ จะทยอยหมดอายุความคุ้มครองภายในวันที่ 21 เม.ย. 65 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% และ ที่เหลืออีก 30% จะหมดอายุความคุ้มครองภายในเดือน พ.ค. 65


  ทางด้านยอดจ่ายเคลมประกันภัยโควิดในปี 65 จนถึงวันที่ 10 มี.ค. 65 มีเคลมเข้ามาบริษัทมากกว่าที่คาดไว้ เพราะในช่วง 1 ม.ค. - 10 มี.ค. 65 มียอดจ่ายเคลมประกันภัยโควิดที่ได้แจ้งเคลมเข้ามาแล้ว คิดเป็นมูลค่าคงค้างที่ 2,370 ล้านบาท บริษัทคาดต้องจ่ายเคลมประกันภัยโควิดของปีนี้ที่เป็นส่วนเกิน(surplus) เป็นจำนวน 4,500-4,600 ล้านบาท ทำให้จนกว่ากรมธรรม์ประกันภัยโควิดจะหมดอายุความคุ้มครอง บริษัทต้องจ่ายเคลมรวมทั้งหมดประมาณ 7,700 ล้านบาท หรือ คิดเป็นกว่า 10 เท่าของเบี้ยรับประกันโควิด


  “ผลกระทบจากยอดเคลมประกันภัยโควิด มีผลต่อฐานะเงินกองทุนฯ หรือ CAR ของเราไปบ้าง แต่ไม่มีนัยสำคัญ เพราะมีเงินกองทุนส่วนเกินในส่วนของสินทรัพย์ลงทุนอยู่กว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าหนามาก แต่ต้องยอมรับว่าในปีนี้ เราจะยังมีผลขาดทุนจากการรับประกันภัยเป็นปีที่ 2 จากปีก่อนมีผลขาดทุนจากการรับประกันภัย 383 ล้านบาท ส่วนหนึ่งที่มีผลขาดทุนไม่มาก เป็นเพราะมีกำไรจากประกันภัยประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด ประกันภัยขนส่ง และ ประกันอัคคีภัย”ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว


  อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผลกระทบยอดเคลมประกันภัยรถยนต์จะกลับมาปกติ เพราะฉะนั้นอัตราความเสียหาย(Loss Ratio) มีโอกาสจะขยับขึ้น ส่งผลให้กำไรจากการรับประกันภัยเข้ามาช่วยน้อยลงทำให้คาดว่า ผลขาดทุนจากการรับประกันภัยอาจจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีที่ผ่านมา แต่บริษัทคาดหวังมีกำไรจากการลงทุนเข้ามาสนับสนุน ทั้งกำไรจากหุ้น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 6,000 ล้านบาท และ ดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล

ชัย โสภณพนิช ชี้หุ้นผันผวนรอซื้อ 1550จุด ไตรมาส1ขายถือเงินสดรอ

  นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอน และ ผันผวนสูง ทั้งภาวะความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และ ยูเครน ซึ่งเห็นได้จากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ในขณะที่การเมืองในประเทศ ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน โดยเชื่อว่าปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้ง และ ถ้าหากการเมืองมีความไม่แน่นอน นักลงทุนต่างชาติก็จะเทขายหุ้นทิ้งทันที


  “ สิ่งที่นักลงทุนให้น้ำหนัก คือ การเลือกตั้ง ถ้าเกิดความวุ่นวายเขาก็ถอนหุ้นออก สงครามก็เชื่อว่าจะยังไม่จบ ดูแล้วยืดเยื้อไปอีกนาน ซึ่งปีนี้ตลาดหุ้นไทย ยังต้องเจอกับความไม่แน่นอน และ ผันผวนสูง ทำให้เราประเมินว่า กรอบดัชนีตลาดหุ้นปีนี้ไว้ที่ 1,550-1,650 จุด โดยถ้าหากดัชนีลงไปถึง 1,550 จุด ก็เป็นจังหวะที่จะเข้าไปลงทุนอีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการขายหุ้นออกไปบางส่วนเพื่อทำกำไร”นายชัย กล่าว


  สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าลงทุน และ อาจไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มภาคบริการ และ การจับจ่ายใช้สอย เช่น มือถือ ค้าปลีก พลังงาน ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง คือ โรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากโควิดจะส่งผลกระทบ และ ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปในช่วง 2 ปีผ่านมาแล้ว ยังประสบปัญหาภาวะสงคราม ซึ่งนักท่องเที่ยวรัสเซียถือว่าเป็นเป็นกลุ่มที่ใหญ่เช่นกัน


  “ ตั้งแต่ปีที่แล้ว เรามีการขายหุ้นออกมาตลอด ขายเพื่อซื้อใหม่ ขายทั้งที่มีต้นทุนที่ต่ำ และ ได้มูลค่าขายเมื่อราคาตลาดมันขึ้น ส่งผลให้ปีก่อนเรามีกำไรจากการขายหุ้นประมาณ 300 ล้านบาท และ ได้เงินปันผลเข้ามา 868 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นจากหุ้น 774 ล้านบาท และ กองรีท 95 ล้านบาท ทำให้โดยรวมปีก่อนเรามีรายได้จากการลงทุน 1,498 ล้านบาท ”นายชัย กล่าว


  ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตลงทุนรวมทั้งสิ้น 49,037 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น และ กองรีทฯ ซึ่งปีก่อนสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน(ROI) อยู่ที่ 2.91% โดยในปีนี้คาดหวังว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะมากกว่าปีก่อน

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228