• Numnan Tapee

หุ้นไหนได้-เสียเกิด "blue wave"

หุ้นไทยยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น และดัชนียังคงยืนเหนือระดับ 1,500 จุด โดยล่าสุดดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,514.45จุด บวก 22.09 จุด


ส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นเพิ่มเป็นไปตามตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะดาสน์โจนส์พุ่งแรงหลัง จากการคาดกันว่า จะเกิด " blue wave" หรือ การเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐ (Senate)ในรัฐจอร์เจีย 2 ที่นั่ง นับคะแนนไปราว 99% โดยพรรค Democrat ได้คะแนนนำทั้ง 2 ที่นั่ง ทำให้คะแนนเสียงรวมในวุฒิสภา เท่ากับ 50 ต่อ 50 (พรรค Republican) หากไม่พลิกผล (โอกาสเกิดน้อย) จะทำให้นาย Joe Biden ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐครองเสียงทั้ง สภาบน และสภาล่าง

การเกิด " blue wave " จะส่งผลต่อการลงทุนหุ้นไทยอย่างไร และหุ้นได้และเสียจากกรณีการเกิด " blue wave"


บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส มองว่า Blue wave หนุนตลาดหุ้นเอเซียและไทย เพราะการผลักดัน นโยบายของ Joe Biden ที่หาเสียงไว้ ไม่สะดุด อาทิ นโยบายปรับขึ้นภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) เป็น 28% จาก 21% , การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ,การผลักดันเม็ดเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน , นโยบาย Clean Energy ฯลฯ


อย่างไรก็ตามในส่วนของการขึ้นภาษีนั้นจะเป็นตัวผลักให้เม็ดเงินไหลออก จากสหรัฐอเมริกา หรือเงินจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเอเซีย รวมถึงไทย

หุ้นที่ได้รับประโยชน์กรณี blue wave


🔴จากมาตรการกระตุ้นเน้นโครงสร้างพื้นฐาน, Clean Energy – โรงไฟฟ้า, พลังงาน คือ PTT, PTTEP, GULF

🔴ดอกเบี้ยคงอยู่ในระดับต่ำ - กลุ่มหุ้นปันผลสูง อาทิ AP, DCC ,Advanc


หุ้นที่ได้รับผลกระทบกรณี blue wave จากผลกระทบการขึ้นภาษี corporate Tax เป็น 28% จาก 21% ของสหรัฐ คือหุ้นที่มีฐานการผลิตในสหรัฐ


🔴TU (FV@B20)

มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ ราว 40% จากการขายทูน่ากระป๋องและกุ้ง ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลเป็น 28% (ปัจจุบัน 21%)

จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2564 ของ TU ราว 1% (บนสมมติฐานการปรับขึ้นภาษีเกิดขึ้นในเดือนพ.ค. 64) และจะกระทบแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2565 ราว 1.8%


🔴 CPF(FV@B42) แม้จะมีรายได้ 4% ที่มาจากสหรัฐ. แต่ cpf ธุรกิจในสหรัฐฯขาดทุน ทำให้ไม่กระทบจากการปรับภาษี


🔴 IVL l (FV@B34) มีสัดส่วน กำไรในสหรัฐ 30-35% แต่ในระยะแรก ผลกระทบค่อนข้างๆน้อยเพราะ หลายโครงการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ปีแรกผลกระทบยังไม่มีนัยยะ

แต่ในช่วงสั้นอาจเป็น sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้น


ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า การเกิด Blue wave จะส่งผลให้หุ้น กลุ่มหุ้นวัฏจักร (Cyclical) ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างชัดเจน เช่น ธนาคาร พลังงาน จากความคาดหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผิดกับทางด้านกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่เผชิญแรงเทขายอย่างมีนัย จากความกังวลการปรับเพิ่ม Corporate income tax ด้วยส่วนหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลทำให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลงสวนทางกับดัชนีสำคัญอื่นๆ เมื่อคืนนี้



นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ Bond yield สหรัฐฯปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยเฉพาะ รุ่นระยะยาว โดยรุ่น 10 ปีปรับตัวทะลุระดับ Key threshold ที่ 1% ขึ้นไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อน ทำจุดต่ำสุดใหม่ต่อเนื่องด้วยเช่นกัน จากปัจจัยกดดัน 3 ข้อ 1) แนวโน้ม Twin deficit ของสหรัฐฯที่เตรียมเพิ่มขึ้น 2) การโยกเงินออกจากพันธบัตรสหรัฐฯ และ 3) Risk sentiment ที่ดีขึ้นจากความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อไป ซึ่งจะเป็นความเสี่ยง ภาคการส่งออกของไทยในช่วงถัดไป และเงินดอลลาร์อ่อนค่าจะช่วยประคับประคองสัญญาณ Fund flow ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ให้อยู่ในเกณฑ์ดีในระยะสั้นต่อไป


  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.