สมคิดสั่งลุยเร่งบีโอไอกระตุ้นการลงทุน

“สมคิด” เผยยอดขอส่งเสริมลงทุนปี 62 กว่า 7.56 แสนล้านบาท อีอีซี กวาดเม็ดเงินลงทุนไป 4.44 แสนล้าน คิดเป็น 59 % จีนโหมลงทุนไฮสปีดดันยอด 2.6 แสนล้าน พร้อมสั่งบีโอไอหารือคลังออกมาตรการกระตุ้นลงทุนช่วง 6 เดือน


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายแก่สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า บีโอไอได้รายงานสถานการณ์การลงทุนปี 2562 มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 756,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 750,000 ล้านบาท


สําหรับคําขอรับส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี  506 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 444,880 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59% ของมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด โดยจังหวัดระยองมีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด ตามด้วยชลบุรีและฉะเชิงเทรา ตามลําดับ



ทั้งนี้ ยอดคําขอรับส่งเสริมการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 838 โครงการ มูลค่าเงิน ลงทุนรวม 286,520 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 38 ของมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เงินลงทุนรวม 80,490 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เงินลงทุนรวม 74,000 ล้านบาท และอันดับ 3 ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เงินลงทุนรวม 40,100 ล้านบาท


นายสมคิด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ปี 2562 ประมาณ 5แสนล้านบาท พบว่าปีนี้เป็นปีแรกที่จีนลงทุนสูงสุด 2.6แสนล้านบาท มากกว่าญี่ปุ่นลงทุนมากที่สุดมาโดยตลอด ซึ่งปีที่ผ่านมามียอดลงทุนที่ระดับ 7.3หมื่นล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรนด์) ในสัดส่วนถึง 1แสนล้านบาท ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่จีนเริ่มออกมาลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น และมีแนวโน้มที่การลงทุนจากจีนยังเข้ามาต่อเนื่อง เพราะค่าแรงที่สูงขึ้น และสงครามการค้า


ทั้งนี้ในอนาคตโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานปี 2563 ที่จะเพิ่มประเภทกิจการที่ยังไม่เคยได้รับการส่งเสริมเข้าไปและเพิ่มปรับสิทธิประโยชน์ เน้น 4 เรื่องหลัก คือ 1. กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ 2. กลุ่มครีเอทีฟ อีโคโนมี 3.กลุ่ม BCG และ 4. กลุ่มเศรษฐกิจฐานราก สำหรับเป้าหมายยอดขอรับส่งเสริมปี 2563 จะรอให้คณะกรรมการบีโอไอ พิจารณาในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์นี้


นอกจากนี้ นายสมคิดได้มอบหมายให้คณะกรรมการบีโอไอหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนในช่วง 6 เดือนข้างหน้ารองรับช่วงจังหวะค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเน้นไปที่ภาคเอกชนไทยและให้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอด้วย


นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า สําหรับปี 2563 คาดว่าการลงทุนยังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลายด้าน เพื่อเร่งรัดการลงทุนโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ผ่านมาตรการ Thailand Plus ที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี สําหรับโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2563 และมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2564


รวมทั้งขยายเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนสําหรับวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ใช้อยู่เดิมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ ขนาดกลางและเล็ก ก่อนที่บีโอไอจะนําเสนอมาตรการ SMEs ที่ปรับปรุงใหม่ในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไป


นอกจากนี้ บีโอไอยังได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีโดยให้โครงการลงทุน ในทุกพื้นที่ในอีอีซีสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม (ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% 3 ปี หรือยกเว้น 2 ปี) ไม่ว่าจะตั้งอยู่ในนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมหรือไม่ หากโครงการรับนักศึกษาฝึกงานตามจํานวนขั้นต่ำที่กําหนด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ส่วนโครงการ ที่ตั้งในพื้นที่พิเศษ (เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ดิจิทัล (EECd) เมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) และศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร ธรรมศาสตร์ พัทยา หรือ EECmd) รวมทั้งนิคมนิคมหรือเขตอุตสาหกรรม ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอันเนื่องจากที่ตั้งอีกด้วย


ทั้งนี้ มาตรการนี้ใช้สําหรับคําขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่ 2 มกราคม 2563 จนถึงสิ้นปี 2564 แต่หากตั้งโครงการ ในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ ได้แก่ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เขตส่งเสริม อุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) เมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) และศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ ครบวงจร ธรรมศาสตร์ พัทยา หรือ EECmd ผู้ประกอบการสามารถยื่นคําขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ไม่มี กําหนดระยะเวลาสิ้นสุด


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดการลงทุนในช่วงจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ เช่น การเปลี่ยนหรือนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งจะให้บีโอไอหารือกับกรมสรรพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมามาตรการกระตุ้นการลงทุนต่อไป

ดู 5 ครั้ง
TMSTH Ads-01.jpg
Banner เว็บไซต์ wealthplustoday ขนาด 250

+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook