ธปท.จ่อปรับเงินเฟ้อเพิ่มสูงกว่า 1.7% หลังราคาพลังงาน-อาหารแพง ชี้ค่าครองชีพสูงซ้ำเติมคนรายได้น้อย


นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 65 จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7% ซึ่งมีแนวโน้มสูงกว่าคาด และปรับคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 65 ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น ตามการส่งออกสินค้าสูง จะทบทวนในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 30 มี.ค. 65 โดยเงินเฟ้อสูงมาจากราคาพลังงานและราคาสินค้าสูงขึ้น ซึ่งราคาค่าครองชีพสูงได้กระทบคนรายได้น้อย เพราะกลุ่มนี้มีภาระหนี้ และรายได้ยังไม่กลับมา ซ้ำเติมคนกลุ่มใหญ่ เช่น ภาคบริการ อาชีพอิสระ เป็นต้น


“เงินเฟ้ออาจต่างกับของแพง เงินเฟ้อสูงต้องมีการขึ้นราคาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ของแพงตอนนี้อาจยังขึ้นและทรงตัว แต่มีผลมากต่อการใช้ชีวิตของคน เพราะส่วนใหญ่กินใช้ อาหารสด อาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะคนรายได้น้อย”



นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า เงินเฟ้อทั่วไป เดือน ม.ค. 65 ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงานและส่วนหนึ่งจากราคาอาหารสด เช่น หมู รวมทั้งราคาที่ปรับเพิ่มในสินค้าบางประเภทเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นวงกว้าง ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 27%, เนื้อสัตว์ 22%, เครื่องปรุงอาหาร 9%, ไข่ 6% และค่าไฟฟ้า 4% ขณะเดียวกันมีราคาสินค้าลดลงด้วย เช่น ข้าว ลดลง 9%, ค่าเล่าเรียนอุดมศึกษา ลดลง 7%, ค่าเล่าเรียนมัธยม สายสามัญ ลดลง 4%, ค่าเล่าเรียนประถมศึกษา ลดลง 3% และค่าเล่าเรียนมัธยมด้านเทคนิค อาชีวะ ลดลง 3%


ทั้งนี้ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ถ้าหากราคาพลังงานและอาหารเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าคาด มีการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ราคาอาหาร เช่น อาหารตามสั่ง สูงขึ้นได้ และการหยุดชะงักของภาคการผลิตยังทำให้เพิ่มภาระต้นทุนผู้ประกอบการ รวมทั้งยังมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปี 65 จะมากกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 1.7% โดย ธปท. จะทบทวนประมาณการในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. ซึ่งคาดว่าไตรมาสแรกมีความเป็นไปได้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท. ได้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ทั้งคงดอกเบี้ยนโยบายต่ำเอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ, เติมเงินให้สินเชื่อ และปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระหนี้ ให้การชำระหนี้สอดรับรายได้ของลูกหนี้


นายสุรัช กล่าวว่า กรณีเงินเฟ้อสหรัฐที่สูง 7.5% อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ปรับดอกเบี้ยขึ้นได้นั้น ถ้าเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้เกิดความผันผวนตลาดการเงิน กระทบเงินทุนเคลื่อนย้าย กระทบอัตราแลกเปลี่ยน และกระทบประเทศกำลังพัฒนา แต่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศ เพราะมีหนี้ต่างประเทศน้อย มีเงินสำรองสูง ธนาคารพาณิชย์ในประเทศระดมจากเงินฝากในประเทศ ทำให้ความผันผวนตลาดการเงินไทยเทียบหลายประเทศจะมีความแข็งแกร่ง สามารถเอื้อให้ใช้นโยบายการเงินไปสู่เป้าหมายเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินได้


นางรุ่งพร เริงพิทยา ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มในระยะข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อในช่วงแรกของปี 65 และจะลดลงในช่วงหลังของปี 65 ตามแนวโน้มของราคาพลังงานและการคลี่คลายลงของปัญหาการขาดแคลนสินค้าและตู้ขนส่ง คาดว่าเงินเฟ้อในปี 65 และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% แต่มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะปรับขึ้นมากกว่าคาด หากราคาพลังงานและอาหารสดอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หรือมีการส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าเพิ่มเติม จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่คาดการณ์จากนักวิเคราะห์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 65 จากโอมิครอนทำให้ความต้องการใช้น้อย ปัญหาด้านการผลิตในบางประเทศ และทยอยลดลงครึ่งหลังของปี ถ้ามีความขัดแย้งหรือการเมืองในบางประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นไป ส่วนราคาเนื้อหมูจะปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง จากการเลี้ยงสุกรที่มีระยะเวลา 10 เดือนและจะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น


“การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพผู้บริโภค แต่มีความแตกต่างตามกลุ่มผู้บริโภค พฤติกรรมการบริโภค หรือรายได้ต่างกัน โดยลูกจ้างภาคการผลิตยังไม่มีรายได้ฟื้นตัว 4 ล้านคน ลูกจ้างภาคบริการ 8.1 ล้านคน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ 9.2 ล้านคน รู้สึกได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเพิ่มมากกว่า โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย จะใช้จ่ายหมวดอาหารเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มากกว่า ครัวเรือนรายได้สูงนางรุ่งพร เริงพิทยา กล่าว

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228