ธปท.เร่งแบงก์โดดอุ้มลูกหนี้หวั่นหนี้เสียพุ่ง !

ธปท.การันตีธนาคารมีฐานะเข้มแข็ง สำรองแน่นรับวิกฤตโควิด ปี’63 โชว์กำไร 1.46 แสนล้านบาท ห่วงหนี้เสียทั้งระบบยังขยับเพิ่มต่อเนื่อง


น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในปี2563หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98% ในปี 2562 มาอยู่ที่ 3.12% หรืออยู่ที่ 5.23 แสนล้านบาท แต่เป็นการเพิ่มเล็กน้อยเพราะอยู่ในมาตรการที่ธนาคารช่วยเหลือลูกหนี้จากโควิด-19 โดยหลังจากนี้ ธปท.จะติดตามการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ที่ใกล้เป็นเอ็นพีแอล (สเตรท 2) เพิ่มขึ้นจาก 2.79% ในปี 2562 มาอยู่ที่ 6.62% ในปี 63 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากการจัดชั้นหนี้ตามเกณฑ์ใหม่ของมาตรฐานบัญชีทีเอฟอาร์เอส 9 ที่ครอบคลุมสินเชื่อที่มากกว่าเดิม และ ธปท.จะต้องให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือดูแลลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่ให้ตกชั้นกลายเป็นเอ็นพีแอล



ทั้งนี้แนวโน้มหนี้เอ็นพีแอลในปี 2564 ธปท.คาดว่าจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะลูกหนี้บางรายมีปัญหา แต่ยืนยันธนาคารพาณิชย์จะดูแลช่วยเหลือเต็มที่ และเชื่อว่าเอ็นพีแอลจะค่อย ๆ ทยอยออกมาตลอดปี ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ธนาคารพาณิชย์สามารถบริหารจัดการได้


สำหรับความช่วยเหลือลูกหนี้ในปัจจุบันมีลูกหนี้อยู่ในมาตรการช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์ทั้งสิ้น 8.37 ล้านบัญชี คิดเป็น 4.83 ล้านล้านบาท ลดลง 33% จากเดือน ก.ค. 2563 ที่ขณะนั้นเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วงแรก ๆ ทำให้ธนาคารต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน ซึ่งช่วงนั้นมีลูกหนี้เข้ามาตรการถึง 12.52 ล้านบัญชี คิดเป็น 7.19 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ในขณะนี้มีลูกหนี้กลับมาจ่ายหนี้ได้มากขึ้นโดยเฉพาะรายย่อยที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย กับสินเชื่อรถยนต์ โดยหลังจากนี้ธนาคารพาณิชย์จะต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาจ่ายหนี้คืนได้ต่อไป



น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.1% เทียบกับปี 2562 ที่ขยายตัว 2% โดยเป็นสินเชื่อธุรกิจ ขยายตัว 5.4% เพราะส่วนหนึ่งกลับมาใช้สินเชื่อแทนการออกตราสารหนี้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวในอัตราที่ลดลงจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัว 4.6% ลดลงจากปี 2562 สอดคล้องกับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19



ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในปี 2563 จำนวน 1.46 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากธนาคารพาณิชย์ได้มีการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อคุณภาพหนี้ โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.99 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือบีไอเอส 20.1%  เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.99 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 149.2% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤติ 179.6%   



ส่วนเรื่องสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูง มองว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง สาเหตุมาจากประชาชนบางส่วนมีความไม่มั่นใจสินทรัพย์บางประเภทที่ถือครองอยู่ ส่งผลให้มีการโยกย้ายมาฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ จึงทำให้ที่ผ่านมามีการไหลเข้าของเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ทั้งจากภาคธุรกิจและรายย่อยสูงขึ้น

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228