• WPT Team

ธปท.แจงหลังปรับ FX ecosystem ใหม่ หนุนไทยลงทุนต่างประเทศสูงสุดแตะ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ธปท.ไม่กังวลหลังเงินบาทแตะ 32 บาทต่อดอลล์ อ่อนค่าสุดรอบ 13 เดือนแต่ติดตามใกล้ชิด พร้อมออกเกณฑ์ลดค่าเงินผันผวน


น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทขณะนี้ที่แตะ 32.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบ 13 เดือนนั้น ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยต่างประเทศและเงินบาทอ่อนค่าทิศทางเดียวกับสกุลอื่นในภูมิภาค รวมทั้งปัจจัยในประเทศไทยทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายวันสูง การท่องเที่ยวยังไม่กลับมาจนไม่สามารถเปิดประเทศเต็มที่ ซึ่งจากดูตัวเลขเงินไหลออกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังพบแค่ตลาดหุ้น ส่วนตลาดพันธบัตรยังเป็นเงินไหลเข้า ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่ ธปท.กังวล ไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวล พร้อมจะติดตามต่อไป


น.ส.ภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างปรับหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถรองรับความผันผวนของค่าเงินได้ดีขึ้น มีแนวทางเบื้องต้น คือ ลดข้อจำกัดการใช้อัตราแลกเปลี่ยนทั้งในและต่างประเทศ, ผู้ที่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้น และยกเว้นการแสดงเอกสารสำหรับธุรกรรมที่ทำเป็นปกติ โดยได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างการปรับแก้กฎหมายร่วมกับกระทรวงการคลัง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 64


ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้ปรับเกณฑ์บัญชีเอฟซีดีให้สะดวก โดยยกเลิกการแยกประเภทบัญชี, คนไทยสามารถซื้อ เงินตราต่างประเทศฝากเข้าบัญชีได้เสรีโดยไม่จำกัดจำนวน, การโอนระหว่างบัญชีเอฟซีดีของคนไทยในประเทศทำได้เสรีโดยไม่ต้องแสดงเอกสาร โดยปริมาณธุรกรรมเฉลี่ยต่อเดือนปรับเพิ่มขึ้น 40% ส่วนการปรับเกณฑ์การลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศให้ง่ายและสะดวกขึ้น มีคนไทยออกไปลงทุนแล้วกว่า 17,800 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์



ขณะที่การลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากการกระจายการลงทุนของบุคคลทั่วไปเป็นหลัก โดยจำนวนผู้ลงทุนรายย่อยที่บริหารการลงทุนเองปรับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า จาก 15,660 ราย เป็น 34,897 ราย, การลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้ ธปท.ได้เปิดให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มลงทะเบียนแล้ว เมื่อเดือน เม.ย.2564 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ไทย โดยตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.65 นักลงทุนต่างชาติต้องผ่านการลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถซื้อขายตราสารหนี้ไทยได้ และยังมีโครงการให้นิติบุคคลต่างประเทศที่มีภาระรับหรือจ่ายเงินบาทจากการค้าและการลงทุนโดยตรงในไทย เข้ามาทำธุรกรรมเงินบาทกับสถาบันการเงินในประเทศได้สะดวกคล่องตัวขึ้น ปัจจุบันเข้าร่วมโครงการฯแล้ว 27 รายคิดเป็น 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ


สำหรับความคืบหน้าของแผนการผลักดันระบบนิเวศใหม่ของอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) ที่ ธปท.ได้ดำเนินการประสบผลสำเร็จไปแล้ว ใน 4 เรื่องสำคัญ คือ


1. การเปิดเสรีบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ (FCD) ให้มีความสะดวกคล้ายบัญชีเงินบาท เพื่อส่งเสริมให้บัญชี FCD เป็นต้นทางสำหรับการต่อยอดการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ และการบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบการได้ดีขึ้น โดยผ่อนคลายเกณฑ์ดังนี้


1) ยกเลิกการแยกประเภทบัญชี


2) คนไทยสามารถซื้อเงินตราต่างประเทศฝากเข้าบัญชีได้เสรีโดยไม่จำกัดจำนวน


3) การโอนระหว่างบัญชี FCD ของคนไทยในประเทศทำได้เสรีโดยไม่ต้องแสดงเอกสาร


ทั้งนี้ ส่งผลให้มีการใช้บัญชี FCD เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจำนวนบัญชี และผู้ใช้บริการ โดยปริมาณธุรกรรมเฉลี่ยต่อเดือนปรับเพิ่มขึ้น 40% จากประมาณ 101.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ม.ค.-พ.ย. 63) เป็น 140.6 พันล้านดอลลาร์ (ธ.ค. 63 -เม.ย. 64) ซึ่งเป็นผลจากหลักเกณฑ์ที่ผ่อนคลายและค่าธรรมเนียมที่ลดลง โดยธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนสำหรับบัญชี FCD ภายในธนาคารเดียวกัน



ผู้ได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายส่วนใหญ่เป็นรายใหม่ และกระจายไปในทุกกลุ่ม โดยจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่เป็นกลุ่มบุคคลธรรมดากว่า 60% ที่ทำเพื่อซื้อขายทองคำเป็นสกุลเหรียญสหรัฐขณะที่กลุ่มนิติบุคคล มีธุรกรรมการโอนระหว่างกันเพิ่มขึ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และยานยนต์ โดยสกุลเงินที่นิยมใช้สูงสุด ได้แก่ เงินเหรียญสหรัฐ เงินหยวน เงินยูโร เงินปอนด์ และเงินเยน


2. การผ่อนเกณฑ์และกระบวนการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศให้ง่ายและสะดวกขึ้น

1) เพิ่มวงเงินลงทุนรายย่อยเป็น 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี


2) ยกเลิกการจัดสรรวงเงินลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และยกเลิกการจำกัดวงเงินของการลงทุนผ่านตัวแทน


3) ขยายขอบเขตสินทรัพย์ FX ที่สามารถซื้อขายในประเทศ ให้รวมถึงตราสารทางการเงินทุกประเภท และการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์


เกณฑ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้ช่วยสนับสนุนให้การลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยนับจากไตรมาสสุดท้ายปี 63 ถึงเดือน พ.ค. 64 คนไทยออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศกว่า 17.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่มีค่าเฉลี่ยการออกไปลงทุนต่อปีเพียง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐและค่าสูงสุดต่อปีที่ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากภาวะตลาดที่เอื้อต่อการลงทุนต่างประเทศด้วย


"ความติดถิ่นในการลงทุนของคนไทยปรับลดลง โดยดัชนี Home-Bias ไทยปี 2564 ลดลงมาอยู่ที่ 0.93 จากระดับ 0.95 ที่เป็นค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการกระจายการลงทุนที่ดีขึ้น" น.ส.ชญาวดีกล่าว


ขณะเดียวกัน การลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากการกระจายการลงทุนของบุคคลทั่วไปเป็นหลัก โดยจำนวนผู้ลงทุนรายย่อยที่บริหารการลงทุนเองปรับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า จาก 15,660 ราย เป็น 34,897 ราย ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มช่องทางและรูปแบบการลงทุนใหม่ของผู้ให้บริการ โดยระยะถัดไป ทางเลือกการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศจะมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนในหุ้นต่างประเทศรายตัวด้วยต้นทุนต่ำ การซื้อขายทองคำเป็นเหรียญสหรัฐ รวมถึงการซื้อขายตราสารแสดงสิทธิ (Depositary Receipt : DR) อ้างอิงกับหุ้นต่างประเทศ


3. การลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้ (Bond Investor Registration : BIR) ซึ่ง ธปท. ได้เปิดให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มลงทะเบียนแล้วเมื่อเดือน เม.ย. 2564 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ไทย โดยตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2565 เป็นต้นไป นักลงทุนต่างชาติต้องผ่านการลงทะเบียนก่อน จึงจะสามารถซื้อขายตราสารหนี้ไทยได้


การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลที่ดีขึ้นในการติดตามพฤติกรรมนักลงทุนได้ทันการณ์ รวมถึงการดำเนินนโยบายและการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ด้วย อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการยกระดับการติดตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ในระยะแรกจะเริ่มดำเนินการกับนักลงทุนต่างชาติก่อน และจะดำเนินการกับนักลงทุนในประเทศต่อไป


4. โครงการ Non-resident Qualified Company (NRQC) เป็นการผ่อนคลายให้นิติบุคคลต่างประเทศ (NR corporate) ที่มีภาระรับหรือจ่ายเงินบาทจากการค้าและการลงทุนโดยตรงในไทย เข้ามาทำธุรกรรมเงินบาทกับสถาบันการเงินในประเทศได้สะดวกคล่องตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดและความลึกของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในไทย (onshore market)


โดยตั้งแต่เดือน ม.ค. - มิ.ย.64 มีนิติบุคคลต่างประเทศ สมัครเข้าร่วมโครงการ NRQC จำนวน 27 ราย จากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี ยานยนต์ และเทคโนโลยี ส่งผลให้มีธุรกรรมของ NRQC กับสถาบันการเงินไทยแล้วประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ



60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228