• WPT Team

มาตรการเยียวยารัฐอัดฉีดเศรษฐกิจ3แสนล้านดันจีดีพีเพิ่ม1.7%


ชี้ 3 มาตรการเยียวยารัฐอัดฉีดเศรษฐกิจ 3.03 แสนล้านบาท ดันจีดีพีเพิ่มอีก 1.7% รักษาจ้างงาน ด้านดัชนีเชื่อมั่นร่วงอีกต่ำสุดรอบ 9 เดือน เหตุกังวลโควิดรอบ 2     



นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ได้คงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยสำหรับปีนี้ที่ 2.8% โดยจะรอดูผลจากมาตรการและโครงการต่างๆ ของภาครัฐทั้ง 3 โครงการที่นำมาใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด เบื้องต้นประเมินมาตรการทั้งหมดจะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 303,000 ล้านบาท หรือกระตุ้นจีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7%


ธนวรรธน์ พลวิชัย

ทั้งนี้ แบ่งเป็นเม็ดเงินจากโครงการเราชนะที่ 2.1 แสนล้านบาท คาดว่า กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.2%,โครงการคนละครึ่ง 53,000 ล้านบาท คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.3% และโครงการเรารักกัน 40,000 ล้านบาท คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.2% หากรวมมาตรการทั้งหมดแล้ว และจะช่วยส่งผลให้ไม่มีการปลดคนงาน สามารถรักษาการจ้างงานในระบบไว้ได้ 6-9 แสนคน ช่วยให้มีแรงงานกลับเข้ามาในกลุ่มธุรกิจค้าขาย ขนส่ง และกลุ่มอาหาร อัตราการว่างงานไม่ทะลุเกิน 2% และมีโอกาสกลับลงมาอยู่ที่ระดับ 1-1.5% ได้ รวมทั้งช่วยลดหนี้สาธารณะลงได้ โดยคาดว่าปีนี้หนี้สาธารณะจะไม่ขึ้นไปแตะระดับ 90% ต่อจีดีพี และอาจจะอยู่ที่ระดับ 84-85% ต่อจีดีพี


“ตอนนี้ยังมีความหวังเรื่องการกระจายวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลให้เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ได้อีก 4-6 ล้านคน โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสโตได้ 2.8% แต่หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจจะช่วยดันจีดีพีโตได้ถึง 3.4% แต่ต้องขึ้นกับปัจจัยการเมือง ค่าเงินบาท และการกระจายวัคซีนด้วย ดังนั้นตอนนี้เราจึงยังไม่ปรับจีดีพี ขอรอดูสถานการณ์อีกที อาจจะทบทวนอีกครั้งในเดือน มี.ค.”


ส่วนผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.64 อยู่ที่ 47.8 จาก 50.1 ในเดือน ธ.ค.63 โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดรอบใหม่ในประเทศ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 41.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 45.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 56.8 มีปัจจัยลบจากความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ที่เป็นวงกว้างและรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 คาดการณ์ว่า จะขยายตัว 2.8% จากเดิม 4.5%, ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น, ผู้บริโภคกังวลว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง


ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ สศค. ให้มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 63 ดีขึ้น โดยหดตัวน้อยลงมาอยู่ที่ -6.5% จากเดิมคาด -7.7%, ภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น, การส่งออกไทยในเดือน ธ.ค.63 เพิ่มขึ้น 3.62% และนโยบายของสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ จะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐผ่อนคลายมากขึ้น