• WPT Team

'พิษโควิด-19'ทุบธุรกิจค้าปลีก สูญรายได้ 1.5-2 แสนล้าน


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดธุรกิจค้าปลีกสูญรายได้จากพิษโควิด 1.5-2 แสนล้านบาท  หวังมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ –การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการหนุนการใช้จ่ายครึ่งปีฟื้น


รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกปีนี้คาดว่าจะหดตัว 0.8% หากเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดลากยาวออกไปหรือรุนแรงขึ้นอาจจะทำให้มูลค่าตลาดค้าปลีกหดตัวถึง 2.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือคิดเป็นเม็ดเงินค้าปลีก ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยที่สูญหายไปประมาณ 150,000-200,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กรณีคือ


กรณีที่ 1 การแพร่ระบาดของโควิดที่ระบาดในต่างประเทศ (โดยเฉพาะนอกประเทศจีนที่มีเพิ่มขึ้น) สามารถควบคุมได้ภายในครึ่งปีแรก ในไทยไม่ได้มีการระบาดรุนแรง แม้อาจมีโอกาสถูกยกระดับความรุนแรงขึ้นเป็นระยะที่ 3 กรณีนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อจะสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 2

  

ขณะที่สถานการณ์จะเริ่มกลับมาค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งผลจากการระบาดของโควิด คาดว่าจะทำให้ ครึ่งหนึ่งของแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในเรื่องของรายได้จากการตกงานหรือพักงาน และส่งผลต่อการใช้จ่ายที่กระจายไปยังธุรกิจค้าปลีก ในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะไตรมาส 2 น่าจะมีแนวโน้มหดตัวสูง แต่หากสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ภายในครึ่งปีแรก ประกอบกับปัจจัยหนุนทางด้านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าปลีก ก็น่าจะทำให้มูลค่าตลาดค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลังค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวได้บ้าง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ผลจากการแพร่ระบาดของโควิดคิดเป็นเม็ดเงินที่สูญหายไปสำหรับธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ประมาณ 150,000 ล้านบาท



 

กรณีที่ 2 การแพร่ระบาดของโควิดที่ระบาดในต่างประเทศ (โดยเฉพาะนอกประเทศจีนที่มีเพิ่มขึ้น)  และมีการระบาดในไทยเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้นจากกรณีที่ 1 และสถานการณ์ลากยาวเกิน 6 เดือน กรณีนี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในวงกว้างมากขึ้น คนตกงานหรือถูกพักงานในช่วงแรก ธุรกิจที่พอประคองไปได้ในช่วงแรก อาจจะแบกรับไม่ไหว และได้รับผลกระทบทางการเงินที่หนักและเป็นระยะเวลาที่นานขึ้น จนทำให้บางรายอาจต้องปิดกิจการไป และส่งผลต่อแรงงาน/ลูกจ้างตามมา ซึ่งคาดว่าในกรณีดังกล่าว น่าจะทำให้การใช้จ่ายที่กระจายไปยังธุรกิจค้าปลีก คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญหายราว 200,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของทางภาครัฐเข้ามา


อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์การแพร่ระบาดสามารถควบคุมได้ภายในครึ่งปีแรก ประกอบกับการมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อต่างๆ ของทางภาครัฐ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าปลีก โดยเฉพาะกลยุทธ์ทางด้านราคา ควบคู่ไปกับการมีมาตรการดูแลและป้องกันทางด้านสุขภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการภายในร้านค้าปลีก ก็น่าจะช่วยประคับประคอง และทำให้บรรยากาศของการใช้จ่ายไปยังธุรกิจค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลังค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวได้บ้าง


สำหรับธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าสะดวกซื้อ รวมถึงร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ที่อยู่ในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ (สยาม ราชประสงค์ รัชดาฯ) ภูเก็ต ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าที่เดิมทีก็เผชิญความท้าทายจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Fixed Asset) ที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านั้น หรือการลงทุนขยายสาขาใหม่และการบำรุงซ่อมแซมสาขาเก่า (Renovate) รวมถึงการบริหารพื้นที่เช่า ให้สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ตลอดจนการแข่งขันกับ E-Commerce ที่มีบทบาทในตลาดมากขึ้น


ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกที่จับกลุ่มลูกค้าคนไทยระดับกลางถึงล่างอย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) น่าจะยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก อันเนื่องมาจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มฐานราก (เช่น เกษตรกร แรงงานรายวัน) ยังมีแนวโน้มอ่อนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า Segment นี้อาจจะได้รับผลบวกบ้างหากภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะข้างหน้า แต่ผู้ประกอบการแต่ละรายยังคงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาที่เข้มข้นขึ้นในการแข่งขัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค และจากการใช้ปัจจัยด้านราคาอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่กดดันยอดขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตให้ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง

 

สำหรับ ค้าปลีกที่จับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อระดับกลางขึ้นบนอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ E-Commerce ก็คาดว่า จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดจากความระมัดระวังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคในวงกว้าง แต่ถึงกระนั้น ก็มองว่ายังคงเป็น 2 Segment ที่มีแนวโน้มในการขยายตัวได้ดีกว่าค้าปลีกใน Segment อื่นๆ

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.