ผวา ! พิษ'โควิด'เลวร้ายสุด ฉุดเศรษฐกิจเสียหาย 6แสนล้าน



ม.หอการค้าไทย คาดโควิดระลอกใหม่ฉุดจีดีพีปี 64 หดเหลือ 2.2% จากเดิมคาดโต 2.8% พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยเป็น 3 กรณี แย่ที่สุด คุมระบาดได้ภายใน 3 เดือน ใช้ซอฟต์ ล็อกดาวน์ 1 เดือน-ฮาร์ด ล็อกดาวน์ 2 เดือน คาดจีดีพีปี 64 ติดลบ 0.3% เศรษฐกิจเสียหาย 3-6 แสนล้านบาท


นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และการระบาดขยายวงกว้างไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มข้นขึ้นนั้น อาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 64 เติบโตเหลือ 2.2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.8% 

 

ทั้งนี้การแพร่ระบาดขณะนี้ ไม่ได้มีผลกระทบแค่เพียงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ แต่กระทบถึงภาคการผลิต และภาคการส่งออก รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว ซึ่งศูนย์ ประเมินว่าสถานการณ์ไม่ควรยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน โดยรัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้อย่างน้อย 200,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งต้องมีมาตรการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนควบคู่ไปกับกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ซึ่งเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุดคือ “มาตรการคนละครึ่ง” เพราะช่วยให้มีเม็ดเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีกอย่างน้อย 2-3 เท่าตัว 

 

“การใช้เงิน 2-3 แสนล้านบาทเป็นการช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุด แต่ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ต้องใช้เงิน4-6แสน ล้านบาท ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม แต่ใช้งบจากการขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว การจัดเก็บรายได้จะเข้ามาตามแผน” นายธนวรรธน์ กล่าว


 


อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบหนักได้หากคุมสถานการณ์การระบาดไว้ไม่อยู่ และทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นขึ้น (ฮาร์ด ล็อกดาวน์) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/64 มีโอกาสจะติดลบถึง 11.3% แต่ปัจจุบัน ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 นี้ อาจจะติดลบ 4% และหากสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายในไตรมาส 1 ก็มีโอกาสที่จีดีพีไตรมาส 2 จะพลิกกลับมาขยายตัวได้ 8-10% 


นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยจากการยกระดับมาตรการใน 28 จังหวัดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดว่า มาตรการที่รัฐบาลนำมาออกมาใช้ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประเทศรอบนี้ เหมือนเป็น “ซอฟท์ต์ ล็อกดาวน์” เพราะบังคับใช้ในบางพื้นที่ และยังมีความยืดหยุ่นกับกิจการ/กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ซึ่งแตกต่างจากการล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.63 ที่ประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ และจำกัดการเดินทางเข้า-ออกประเทศ จนทำให้ทุกกิจการ/กิจกรรมเศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนัก 

 

ศูนย์ฯได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ใน 3 กรณี คือ กรณีฐาน (คุมสถานการณ์ได้ภายใน 1 เดือน ใช้ซอฟต์ ล็อกดาวน์) คาดจีดีพีปี 64 จะโตได้ 2.2% อัตราการว่างานอยู่ที่ 1.71% หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 85% ความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1-2 แสนล้านบาท


กรณีที่แย่กว่า (คุมได้ภายใน 2 เดือน ใช้ซอฟต์ ล็อกดาวน์ 1 เดือน+ฮาร์ด ล็อกดาวน์ 1 เดือน) คาดจีดีพีปี 64 จะโตได้ 0.9% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.76% หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.1% ความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 2-4 แสนล้านบาท 

 

ส่วนกรณีแย่ที่สุด (คุมได้ภายใน 3 เดือน ใช้ซอฟต์ ล็อกดาวน์ 1 เดือน-ฮาร์ด ล็อกดาวน์ 2 เดือน) คาดจีดีพีปี 64 จะติดลบ 0.3% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.81% หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 87.2% ความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 3-6แสน ล้านบาท

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.