โควิดพ่นพิษ !หนี้ครัวเรือนไทยปี 63 พุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด ห่วงคนตกงานพุ่ง

ม.หอการค้าไทย เผยโควิดทำหนี้ครัวเรือนไทยปี 63 พุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี

ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าเดือน ธ.ค. ทรุดต่ำสุดใน 6 เดือน แตะ 31.8 โควิดระลอกใหม่ฉุดทำเศรษฐกิจท่องเที่ยวแย่ ห่วงคนตกงานมองเศรษฐกิจปีนี้ลดเหลือ 2.2 %


นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงภาวะหนี้ครัวเรือนปี 63 ว่า ครัวเรือนไทยมีหนี้สินรวม 4.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.3% ถือว่าสูงสุดในรอบ 12 ปี ทั้งในส่วนของมูลค่าหนี้สิน และอัตราการขยายตัว โดยมูลค่าหนี้สินกว่า 4.83 แสนล้านบาทนี้ พบว่าสัดส่วน 75.3% เป็นหนี้ในระบบ และที่เหลืออีก 24.7% เป็นหนี้นอกระบบ


"หนี้ครัวเรือนมีมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่สำรวจมา 12 ปี หรือตั้งแต่ปี 52 และขยายตัวสูงสุดนับแต่ปี 52 ปีอื่นๆ ไม่เคยมีตัวเลขสูงขนาดนี้มาก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในสินเชื่อในระบบถึง 75.3% ส่วนสินเชื่อนอกระบบขยายตัว 24.7%"



อย่างไรก็ดี แม้หนี้ครัวเรือนจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากหนี้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ การก่อหนี้นอกระบบยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่า และเชื่อว่าหนี้ครัวเรือนจะไม่ใช่ปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ


"ปีที่มีโควิด หนี้เกิดขึ้นเยอะมาก หนี้เก่า หนี้ใหม่พอกพูนขึ้น แต่การเพิ่มของหนี้สินเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ ถือว่าเป็นเรื่องดีกว่า เพราะภาระหนี้ที่ประชาชนรับ จะอยู่ในระบบเป็นส่วนใหญ่ อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ดีกว่าหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงมาก ดังนั้นสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังพอจะแก้ไขได้ ไม่เป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ" นายธนวรรธน์กล่าว

ทั้งนี้ จากการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างถึงปัจจัยที่ทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ตอบว่าเศรษฐกิจไม่ดี, ค่าครองชีพไม่สอดคล้องกับรายได้, รายได้ลดลง, ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด, ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจและครัวเรือน


สำหรับการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายช่วงหลังจากนี้ไป กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่าจะต้องลดการใช้จ่ายในส่วนของการท่องเที่ยว, สินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าคงทนลง ในขณะที่การใช้จ่ายสำหรับการบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวันยังคงเท่าเดิม


นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมของหนี้ครัวเรือนในปี 63 อยู่ที่ระดับ 88.7% ต่อจีดีพี และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 89-90.9% ต่อจีดีพีได้ในไตรมาส 1/64 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดยังมีความเข้มในช่วงดังกล่าว แต่เชื่อว่าเมื่อภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกมา ประกอบกับสถานการณ์โควิดที่เริ่มคลี่คลาย ทั้งผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนก็จะก่อหนี้ลดลง



โควิดระลอกใหม่ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าต่ำ


สำหรับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนธันวาคม 2563 พบว่าดัชนีมีการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน แตะระดับ 31.8 หลังจากได้มีการรับทราบการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องมีการยกเลิกการจัดงานปีใหม่ รวมถึงความไม่แน่นอนในเรื่องของการใช้มาตรการล็อกดาวน์พื้นที่ต่างๆทำให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวและใช้บริการร้านอาหารรวมถึงโรงแรมต่างๆได้อย่างเป็นปกติ


ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลใช้มาตรการทางการเงิน ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ชะลอการจ่ายภาษี ช่วยพยุงการจ้างงาน รวมถึงจะต้องควบคุมการระบาดของโควิด-19 ให้ได้โดยเร็ว เร่งสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนและใช้งบประมาณของรัฐบาลในการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการประคองไม่ให้เกิดการทรุดต่ำลง


อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งมีการขยายวงของผู้ติดเชื้อไปในหลายจังหวัดส่งผลทำให้ผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการรวมถึงการลงทุนและการบริโภคทรุดตัวลง ทำให้มีความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยหลังจากนี้ 3 เดือนหากการดูแลควบคุมการระบาดของโควิด-19 ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ทำให้การระบาดอยู่ในวงจำกัดได้อาจมีผลกระทบต่อการจ้างงานหรือการปลดคนงา


ขณะนี้ตราการว่างงานอยู่ที่ 2 % หากมีตัวเลขการว่างงานเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะเศรษฐกิจโลกยังคงไม่ฟื้นตัวภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถลงทุนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศในปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง2.2 %จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว2.8% เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ยังไม่สามารถควบคุมได้เป็นต้น

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.