• WPT Team

ปัญหาหนี้ กยศ. จะแก้ได้..... อย่างไรดี??


ข่าวดังของ กยศ. ช่วงนี้คงเป็นเรื่อง กยศ.ให้องค์กรนายจ้าง หักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนหนี้คืน กยศ. โดย กยศ.ชี้แจงว่า มีหน่วยงานที่อยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนทั้งหมด 1,735,000 ราย นี่เป็นตัวอย่างการแก้ไขปัญหาล่าสุดของ กยศ. ส่วนของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้คือการให้ส่วนลดสำหรับผู้มีเงินไปปิดหนี้ และการลดลดอัตราการคิดเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียม กรณีผิดนัดชำระเงินคืนสำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเป็นการชั่วคราว ดังนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ของ กยศ. ได้จริงหรือ?


ทีนี้เรามาดูว่าปัญหาที่ผ่านมา กยศ. มีตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 45% แปลว่า กยศ.ปล่อยกู้ลูกหนี้ 100 คน ผิดนัดไป 45 คน ตัวเลขจริงคือ มีลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้เกือบ 2 ล้าน 5แสนราย จากผู้กู้ประมาณ 5 ล้านราย ทำไมตัวเลขผิดนัดถึงได้สูงขนาดนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ว่าหากมองในฝั่งเจ้าหนี้ อาจมองว่าลูกหนี้ไม่มีวินัยในการชำระเงิน เป็นธรรมเนียมของลูกหนี้ที่มีการบอกต่อกันมาว่าไม่ต้องชำระก็ได้ หรือไม่มีเงินชำระจริงๆ แต่ที่ผ่านมาตามข่าวเราก็ได้เห็นว่า กยศ. เอาจริงเอาจังกับผู้ที่ไม่ชำระเงินกู้ โดนบังคับคดี ยึดบ้าน อายัดเงินเดือน หรือเดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำที่เป็นครู ตามที่เป็นข่าว



จากการพูดคุยกันในกลุ่มลูกหนี้ กยศ. พบว่า ส่วนใหญ่ลูกหนี้มีความตั้งใจที่จะจ่าย แต่ที่ผ่านมาลูกหนี้อาจจะจ่ายได้บ้าง จ่ายไม่ได้บ้าง โดยที่ผ่านมามีการเรียกเก็บเงินค่างวดเป็นรายปี ซึ่งดอกเบี้ย กยศ. ก็ไม่ได้แพงมากมายแค่ 1% แต่หากผิดนัดชำระบ้างจะโดนดอกเบี้ยปรับ ซึ่งเมื่อก่อนเคยสูงถึง 18% ต่อปี พอลูกหนี้มีเงินกลับมาจ่ายปกติก็จะจ่ายไปไม่ไปลดที่เงินต้น ทำให้หมดกำลังใจที่จะจ่าย ลูกหนี้จำนวนหนึ่งได้ลองติดต่อเจ้าหน้าที่ไปก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีนโยบายจ่ายให้ไปหักเงินต้นก่อน ดังนั้น อาจสรุปได้ว่าปัญหาจริงๆ อาจเกิดจากการกำหนดเงื่อนไขของเจ้าหนี้เอง เช่น 1) ดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงเกินไป 2) ลำดับการตัดชำระไปตัดดอกเบี้ยผิดนัดก่อน 3) การจ่ายค่างวดเป็นรายปี


ส่วนเคสที่ศาลพิพากษาแล้ว กยศ.จะยึดถือตามคำสั่งศาลเป็นหลัก แต่จริงๆ ก็เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ ที่จะสามารถผ่อนปรนให้ลูกหนี้ได้ ตัวอย่าง เช่น ศาลพิพากษาที่มูลหนี้ 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินต้น 100,000 และอีก 100,000 บาท เป็นดอกเบี้ยปรับ 15% และค่าจิปาถะอื่นๆ ซึ่งถ้าศาลให้จ่าย 200,000 ลูกหนี้ก็ต้องจ่ายตามนั้น หากเทียบกับเจ้าหนี้ที่เป็น ธนาคารอาจเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เจรจาเพื่อให้มีการผ่อนปรนเพิ่มจากที่ศาลพิพากษา เช่น อาจให้ลูกหนี้ผ่อนจ่ายแต่เงินต้นไปก่อน หากลูกหนี้ทำได้ตามสัญญาผ่อนปรนอาจลดหรือยกเว้นดอกเบี้ย ค่าปรับให้เลย แต่หากลูกหนี้ทำไม่ได้เจ้าหนี้ก็สามารถบังคับคดีได้ตามคำพิพากษาอยู่แล้ว เทียบกับ กยศ. ที่ไม่มีนโยบายปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้


โดยหากจะต้องแก้ปัญหา 1) ควรให้นำเงินที่ลูกหนี้จ่ายเข้ามานำมาตัดเงินต้นก่อน ส่วนดอกเบี้ยปรับอาจจะพิจารณาลดหรือยกเว้นให้ตามสมควรหากลูกหนี้ชำระหนี้เสร็จสิ้น เพราะยังไง กยศ.ก็ไม่ได้หากินบนดอกเบี้ยปรับอยู่แล้ว แค่ได้รับเงินต้นบวกดอกเบี้ย 1% ก็พอสมควร 2) ควรเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ปรับโครงสร้างนี้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะก่อนฟ้องร้องหรือหลังฟ้อง เพราะการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้าง กยศ. ก็จะได้รู้จักลูกหนี้มากขึ้น ว่าปัจจุบันทำงานอะไร รายได้เท่าไหร่ จะปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ก็ย่อมทำได้และดีกว่า


ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการ กยศ. ตาม พรบ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 19 (7) ที่ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก้นักเรียนหรือนักศึกษา และการชำระคืนเงินกองทุน ซึ่งหากสามารถผ่อนปรนให้ลูกหนี้ได้ คาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาและลดอัตราผิดนัดที่ 45% ลงได้ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ กยศ. ที่ต้องการให้โอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

/////////////////////////////////

บทความโดย



อาจิน จุ้งลก

รองประธานมูลนิธิสุภา วงค์เสนา เพื่อการปฏิรูปสิทธิลูกหนี้

60842134_344840146219935_815184079816228
60842134_344840146219935_815184079816228