• noptanitc

DOD แจกปันผล 0.35 บาท

ดีโอดี ไบโอเทค หรือ DOD เอาใจผู้ถือหุ้น แจกปันผล 0.35 บาท กำหนดขึ้น XD 16 มี.ค. พร้อมกำหนดจ่าย 20 พ.ค.นี้ ด้าน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน “สุวารินทร์ ก้อนทอง” ส่งซิกปีนี้ เตรียมกลับมาผงาดอีกครั้ง เหตุภาพรวมธุรกิจเริ่มส่อแววในทิศทางที่ดีขึ้น พร้อมระบุ เตรียมเก็บเกี่ยวรายได้จาก บริษัทลูก “อัลทิมา ไลฟ์” ที่สร้างผลงานโดดเด่นดันรายได้เข้ากระเป๋าปีนี้ไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท หนุนรายได้ DOD โตต่อเนื่อง ล่าสุดQ1/63 มียอดออเดอร์รวมแล้วกว่า 320 ล้านบาท



นางสาวสุวารินทร์ ก้อนทอง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีส่วนประกอบหลักมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ในรูปแบบการรับจ้างพัฒนาและผลิต (ODM) ที่ให้บริการแบบครบวงจร (One Stop Service) ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับสากล เปิดเผยถึงผลประกอบการปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 797.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.38 ล้านบาท หรือ เติบโต 18.48% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 673.12 ล้านบาท


ทั้งนี้ ผลประกอบการที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2562 บริษัทฯมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ผลิตเครื่องสำอาง และกลุ่มธุรกิจเครือข่าย ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัทฯที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อต้องการให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนครอบคลุมทั้งในตลาดด้านสุขภาพและความงาม( Healthy & Beauty)


นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผล ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาทต่อหุ้น สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562 คิดเป็น 81.11% ของกำไรสุทธิ โดยการจ่ายเงินปันผลบริษัทฯเตรียม ขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี และเพื่อสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ณ วันที่ 16 มี.ค. 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พ.ค. 2563


สำหรับภาพรวมของบริษัทฯในปี2563 มองว่า มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยจะเห็นได้จาก ยอดออเดอร์ผลิตสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทยอยเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ จากบริษัท อัลทิมา ไลฟ์ จำกัด (DOD ถือหุ้นอยู่ 80%) ซึ่งดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง ภายใต้ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารที่เน้นสารสกัดจากธรรมชาติทั้งหมด อาทิ One Whey (เวย์โปรตีน) , Levarean ( เลวารีน ), Prepo Fiber and Detox (เพรโป), Callox (แคลล็อกซ์), Zinegra (ซิเนกร้า) ,DOD H.Coffee (ดีโอดี เอช. คอฟฟี่) และ R3verse Vine (อาร์3เวิสวายน์) ที่ปีนี้ ถือว่าเป็นปีทองแห่งการเก็บเกี่ยวของ “อัลทิมา ไลฟ์” หลังจากในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทดังกล่าว ได้มีการลงทุนทางการตลาดเพื่อการสร้างแบรนด์ดิ้ง (Branding)ให้บริษัทเป็นที่รู้จัก ซึ่งจากวันนั้น ถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า อัลทิมา ไลฟ์ เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากยอดสมาชิกในปัจจุบันอยู่ที่ 40,827 ราย และในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มเป็น 120,000 ราย ขณะที่ยอดขายในปีนี้ อัลทิมา ไลฟ์ ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 600 ล้านบาท



นางสาวสุวารินทร์ ยังกล่าวเพิ่มอีกว่า ล่าสุด DOD มีออเดอร์ใหม่เข้ามาแล้วในไตรมาส1/2563 มูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับไตรมาส1/2562 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ อัลทิมา ไลฟ์ 130 ล้านบาท และเป็นรายได้จาก บริษัท พีซีซีเอ แล็บบอราเทอรี่ จำกัด (PCCA) ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์ แบบครบวงจร ซึ่งเป็นการลงทุน ผ่าน บริษัท ดีโอดี เฮ้ลท์ตี้ไลฟ์ จำกัด (DOD ถือหุ้นอยู่ 99.99%) ประมาณ 20 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยส่วนตัวมองว่า ธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง และจะสามารถกลับมาสร้างความโดดเด่นได้อีกครั้ง เนื่องจากบริษัทฯจะรับรู้รายได้จากบริษัทย่อย ที่มีการลงทุนไปในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งจะสอดคล้องกับกลยุทธ์พัฒนาการให้บริการในรูปแบบ One Stop Service Solution ที่จะนำไป สู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์ ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารแบบครบวงจร ในระดับภูมิภาคเอเชีย (Regional) และไปสู่ระดับโลก (Global) ในอนาคต

อนึ่ง บริษัทฯมีกำไรสุทธิปี 2562 จำนวน 73.51 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 231.75 ล้านบาท หรือลดลง 75.92% และมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในปี 2562 เท่ากับ 51.89% ทั้งนี้ กำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากบริษัทฯมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มธุรกิจเครือข่าย โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายที่สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนการขายสินค้า (Product Mix) รวมทั้งต้นทุนขายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One Time ) ในปี 2562 เท่านั้น ดังนั้น ถ้าหากปรับรายการต้นทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียวออกจากต้นทุนขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปกติจะเพิ่มขึ้นจาก 51.89% มาเป็น 53.85%