• Numnan Tapee

"อีสท์สปริงไทยแลนด์ "ปังธงนำคนไทยไป ลงทุนต่างประเทศตั้งเป้า AUM1ล้านล้านปี68


" อีสท์สปริงไทยแลนด์ " ปังธงนำคนไทยออกไปหาผลตอบแทนการลงทุนต่างประเทศตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1 ล้านล้าน ในปี 2568 เปิดสถิติ ครึ่งปีหลัง63คนไทยลุยลงทุนเมืองนอกได้ผลตอบแทนดี- ส่วนกองทุนของอีสท์สปริงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19คืนผู้ถือหน่วยเกือบครบแล้ว!


นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อิสท์สปริง ไทยแลนด์ (ทหารไทยอีสท์สปริง) เปิดเผย ว่า ภายหลัง การควบรวมกิจการระหว่าง 2 บลจ เข้าด้วยกัน บริษัทได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าจะเป็นผู้นำ พาคนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ เพราะเห็นแล้วว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนและคนไทยและตั้งเป้าว่าภายในปี 2568 จะมีสินทรัพย์กองทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ(FIF) 1 ล้านล้านบาท


" เราถือว่าเป็นผู้นำในการเสนอขายกองทุน FIF มานานกว่า 7 ปีและยังคงเป็นนโยบายที่จะดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งถึงตอนนี้ เราได้พาผู้ลงทุนไทยไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ กว่า 1 ใน 3 ของการออกกองทุนเพื่อระดมทุนครั้งแรก (IPO) สำหรับกองทุนต่างประเทศ (FIF) ในรอบปี 2563 หรือกว่า 40,000 ล้านบาทคือผลงานของ TMBAM Eastspringและ Thanachart Fund Eastspring ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวได้เติบโตขึ้นเป็นกว่า 60,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี "



สำหรับ กองทุนที่โดดเด่น อาทิ กองทุน T-ES-GINNO และ TMB-ES-GINNO ที่มีการลงทุนในกองทุนหลัก คือ กองทุน Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund เพียงกองทุนเดียว ด้วยมีแนวทางการลงทุนแบบใหม่ ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยที่ทันสมัยเน้นลงทุนในนวัตกรรมแห่งอนาคตที่คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสิบปีข้างหน้า โดยจากการเปิดเสนอขายในช่วงเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง สินทรัพย์ภายใต้การจัดการสุทธิ (AUM) เติบโตอย่างต่อเนื่องจนมียอดรวมกันกว่า 15,000 ล้านบาท (ในด้านผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 63 จนถึงวันที่ 25 มกราคม 2564 นั้น กองทุน T-ES-GINNO ทำผลตอบแทนได้ 51.90% Benchmark (MSCI World Net Total Return USD Index) 19.22% ในขณะที่ TMB-ES-GINNO ทำผลตอบแทนได้ 50.72% Benchmark (MSCI World Net Total Return USD Index) 19.22% --แหล่งที่มา Morningstar, 25 มกราคม 2564)




"  เริ่มเห็นชัดเจนว่าภายหลังเกิดโควิด 19 ลูกค้าได้ให้ความสนใจกับการกระจายพอร์ตออกไปลงทุนต่างประเทศชัดเจนซึ่ง  เรามีมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุน FIF จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาทจากทั้งระบบของกองทุน FIF จำนวน 1.5แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการออกไปลงทุนภายหลังจากสถานการณ์โควิด 19 คลี่คลายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ซึ่งถือว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้าและทำให้พอร์ตฟื้นกลับมาได้  "  นายอดิศรกล่าว 


อย่างไรก็ตามการออกไปลงทุนต่างประเทศ จะเป็นหนทางในการสร้างผลตอบแทนที่ดีและน่าจะสอดคล้องกับ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปีนี้ และขณะที่อายุเฉลี่ยของคนไทยยาวนานขึ้นรายได้ของประชากรและอัตราการออมเงินกลับยังอยู่ในระดับต่ำ คนไทยส่วนมากยังออมและลงทุนผ่านช่องทางการฝากเงินมากกว่าการใช้บริการกองทุนรวม และเมื่อผลตอบแทนของพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากซึ่งทำให้ผลตอบแทนในระยะยาวไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิตในอนาคต ธุรกิจกองทุนรวมจึงมีโอกาสของการเติบโตได้อีกมาก การสร้างมูลค่าการลงทุนตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยการนำเสนอกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เป็นเอกลักษณ์ในตลาดโลก พร้อมโซลูชันด้านการลงทุนที่สมบูรณ์ เข้าถึงได้ง่าย (Easy Access) เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนไทยปลดล็อกศักยภาพการลงทุน และพร้อมด้วยทีมงานด้านที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพที่ช่วยแนะบริหารจัดการพอร์ตที่สามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนตามที่ตนเองยอมรับได้ (Asset Allocation) ผู้ลงทุนไทยจึงจะมีโอกาสไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกันได้ สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

สำหรับในปีนี้คาดว่าจะเพิ่ม AUM ได้อีก 100,000 ล้านบาท หรือแตะระดับ 520,000 ล้านบาท โดยจำนวน

ดังกล่าวมาจากกองทุน FIF ประมาณ 44,000 ล้านบาท ,กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 30,000-40,000 ล้านบาท และกองทุนหุ้นไทย ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยมองว่าการลงทุนตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่ จีน และ อินเดีย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเติบโตได้ดี หลังโควิด-19 คลี่คลาย

นายอดิศร กล่าวว่า สำหรับธีมการลงทุนและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์จะเน้นใน 4เรื่องคือDisruptive Innovation ,Technology ,Asian Expert ,Sustainable ซึ่งล้วนถือว่าเป็นธีมการลงทุนของโลกอีกทั้ง บลจ.แม่ คือบริษัทพรูเด็นเชียล (Prudential)ก็ร่วมผลักดันให้เกิดการลงทุนใน Sustainableด้วย


ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว ถึงผลกระทบที่ได้รับจากโควิด 19ในช่วงแรกและได้ตัดสินใจปิด 4กองทุน คือ กองทุนเปิดตราสารหนี้(Fixed income funds) ของบลจ.ทหารไทยที่ปิดตัวลงจากผลกระทบโควิด-19 ก่อนหน้านี้ และทยอยคืนเงินลงทุนไปแล้ว ปัจจุบันยังเหลือการทยอยคืนเงินทุนให้กองทุนเปิดธนเพิ่มพูน อีก 6%, และกองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์ อีก 3% เนื่องจากรอจังหวะทยอยขายหลักทรัพย์ในช่วงที่ราคาปรับตัวดีขึ้น โดยกรอบระยะเวลาการจ่ายเงินคืนจะสิ้นสุดอย่างช้าไม่เกินปี 2566

ส่วนความคืบหน้าในการควบรวมกิจการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการอนุญาตการควบรวมจากกระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นลักษณะ A+B=C คือเปลี่ยนไลเซนส์ใหม่และใช้ไลเซนส์เดียวกันทั้งหมด ส่วนชื่อบลจ.ใหม่จะแจ้งให้ทราบหลังได้รับอนุญาตและหลัง ควบรวมสำเร็จ จะมี มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการสุทธิ(AUM) รวมกันทั้ง 2 บลจ. สิ้นสุดปี 63 จะอยู่ที่ระดับ 420,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 8% ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม อีกทั้งมีส่วนแบ่งการตลาดกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศเทศ(FIF) จำนวน 23% หรือเป็นอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม




อดิศรกล่าวทิ้งท้ายว่าเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของ อิสท์สปริงไทยแลนด์คือการทำให้คนไทยเป็น Global citizen  , Global  Portfolio   , Global Opportunity 

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.