+66847000180

  • Facebook

©2019 by Wealth Plus Today.

หั่นกำไรบจ.รับจีดีพีลบ5.3%

หลักทรัพย์เอเซียพลัส(ASPS ) มองเป้าหมายดัชนีปี 63 ที่ 1,264 จุด พร้อมหั่นเป้ากำไรบจ.อีกรอบ เหลือ 7.81 แสนล้านบาท หรือ 72.62 บาท/หุ้น หลังภาครัฐออกมาตรการสกัด COVID-19 และประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินธปท. กดจีดีพีปีนี้ ลบ5.3%

  ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ประเมินเป้าหมายดัชนีปี 2563 ที่ 1,264 จุด โดยตลาดหุ้นโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยถูกหลายปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะการระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้ภาครัฐออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น ปิดสถานที่พบปะคนเป็นจํานวนมากเป็นเวลา 22 วัน รวมถึงมีการออก พรก. ฉุกเฉิน ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจหยุดฉะงักชั่วขณะ กดดันประมาณการณ์กําไรบริษัทจดทะเบียนให้ลดลง

  ทําให้ฝ่ายวิจัยขออนญาตปรับประมาณการเป็นครั้งที่ 3 ปีนี้เพื่อที่จะสะท้อนภาพรวมตลาดที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน มากที่สุด

  โดยล่าสุดประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียน อยู่ที 7.81 แสนล้านบาท (ลดลง 21.6% yoy) ส่วนEPS อยู่ที่ 72.62 บาท/หุ้น (ลดลง24.1% yoy) หลักเป็นการปรับลดลงใน 4 กลุ่ม คือ พลังงานและปิโตรฯ, กลุ่มธ.พ. กลุมขนส่งทางอากาศและโรงแรม และกลุ่มสื่อสาร

  และหากพิจารณา Valuation ของ SET Index ณ ปัจจุบน 1,080.03 จุด โดยพิจารณาผ่าน Market Earning Yield Gap โดบกำหนด Bond Yield 1 ปี เท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบัน ที่ 0.75% จะได้ Market Earning Yield Gap เกือบ 6% ถือว่าสูงมาก

  และหากคำนวณเป้าหมายดัชนี โดยอิงจาก Market Earning Yield Gap แบบอนุรักษ์นิยมที่ 5% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 4.055%) และ Bond Yield 1 ปีเท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบัน ที่ 0.75% จะได้ PER63F ที่เหมาะสม 17.4เท่าและเป้าหมายดัชนีปี2563 อยู่ที่ 1, 264 จุด (มี Upside เมื่อเทียบกับดัชนีปัจจุบัน 17%)


อย่างไรก็ตามการออกมาลดประมาณการกำไร เกิดขึ้นอีกครั้งหลังธ นาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 เป็น-5.3%yoy ถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยเคย -7.6%

หลักๆ ธปท. มีความกังวลจากผลกระทบ COVID-19 เห็นได้จากปรับลดสมมติฐานสำคัญ คือ 

1.การส่งออกคาดลดเหลือ -8.8% จากเดิมคาดคาด -0.5% และการนำเข้าคาด -15% จากเดิมคาดขยายตัว 1.4%

2.การบริโภคครัวเรือน คาดพลิกกลับมา -1.5% จากเดิมคาดขยายตัว 3% 

3.การลงทุนเอกชน คาด -4.3% จากเดิมคาดขยายตัว 3.4% 

4.การลงทุนภาครัฐยังคาดขยายตัว  5.8% จากเดิม 6.3%

เมื่อเทียบกับประมาณการ ที่ ASPS  คาด GDP Growth ปี 2563 หดตัว 1.4%yoy  หลักๆมีความแตกต่างจากสมติฐานหลายตัวที่ ASPS คาดต่ำกว่า คือ  การส่งออกคาด  -5.5%, การนำเข้า คาด -6%, การบริโภคครัวเรือนคาด -1.3% และการลงทุนเอกชนคาด -2.5% ขณะที่สมมติฐานอื่นๆคาดใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตามแม้ ธปท.จะหั่นคาดการณ์ GDP ไทยเป็นหดตัวแรงว5.3% แต่ที่ประชุม กนง.กลับมีมติ 4 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ผิดกับที่ตลาดคาดว่าจะลดลงอีก 0.25%  (ปีนี้ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว  2 ครั้งๆละ 0.25%)     

อย่างไรก็ตาม ASPS มองว่าในอนาคตหากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอมากกว่าคาด เชื่อว่า กนง. จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือลงได้อีก 0.25% พิจารณาจาก Net Interest Rate หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายหักลบเงินเฟ้อ ยังมีส่วนต่างเป็นบวก ประกอบกับในการประชุมครั้งนี้ กนง. ยังไม่ได้ปิดโอกาสการลดดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต กล่าวคือ กนง. ระบุในรายงานการประชุมว่า”คณะกรรมการฯพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายเพิ่มเติม” ซึ่งการคงดอกเบี้ยทำให้  Market Earning Yield gap ขยายกว้างน้อยลง ซึ่ง  ASPS  ทำศึกษาไว้ว่า ทุกๆ  0.25% ของYield Gap จะมีผลต่อค่า PER ประมาณ 0.7 - 0.8 เท่า หรือ SET Index ราว 52 - 60 จุด