• WPT Team

สรท.ปรับคาดการณ์ส่งออกไทยปีนี้ติดลบ 1.5%

สรท.ปรับคาดการณ์ส่งออกไทยปีนี้ติดลบ 1.5% จากสงครามการค้า-ค่าเงินบาท คาดปี 63 โต 0-1%

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท. ปรับคาดการณ์การส่งออกปี 2562 หดตัว 1.5% บนสมมติฐานค่าเงินบาท 33 (±0.5) บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐ และคาดการณ์การส่งออกปี 2563 เติบโต 0-1% บนสมมติฐานค่าเงินบาท 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


โดยมีปัจจัยบวกสำคัญ คือ สงครามการค้าที่เริ่มมีท่าทีที่ผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นเห็นได้จากการที่สหรัฐเลื่อนการขึ้นภาษี30 %มูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากวันที่ 1 ตุลาคม เป็น 15 ตุลาคม และเลื่อนขึ้นภาษีสินค้าจีนกว่า 400 ชนิด แต่ยังไม่ชัดเจนว่าภาษีทั้งหมดที่ได้รับยกเว้นมีสัดส่วนมากเพียงใด



ขณะที่จีนประกาศงดเว้นภาษีสินค้าสหรัฐในกลุ่มยา น้ำมันหล่อลื่น เครื่องยนต์ มูลค่ากว่า 1,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะมีผลบังคับใช้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2562  ด้านทองคําก็เป็นปัจจัยหลักช่วยการส่งออก เนื่องจากถูกพิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยมีการขยายตัวของการส่งออกเดือนสิงหาคมกว่า 300%


ส่วนความเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสําคัญ ประกอบด้วย อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากท่าทีการดําเนินนโยบายที่ผ่อนคลายของประเทศต่าง ๆ เช่น สหภาพยุโรป ที่ดําเนินมาตรการซื้อพันธบัตรมูลค่า 200,000 ล้านยูโรต่อเดือน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จาก 2.00-2.25% สู่ระดับ 1.75 - 2.00% และการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง ของบริษัทพลังงานแห่งชาติประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกระทบต่อปริมาณอุปทานของน้ำมันดิบทั่วโลกกระทบต่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นถึง 8% ในช่วงวันที่ 14 - 16 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลต่อความผันผวนและไม่แน่นอน


ขณะที่เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวทั่วโลกจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและสถานการณ์ Brexit ที่ยังคลุมเครือต่อทิศทางของอังกฤษ ส่งผลต่อคําสั่งซื้อและปริมาณการส่งออกลดลง และสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศ ได้แก่ น้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ผลผลิตทางการเกษตรระยะสั้นและระยะยาวภาคการผลิตเพื่อส่งออกของไทย


ทั้งนี้ สรท.เสนอแนะให้มีการต่อยอดการเจรจาธุรกิจจากการเปิดตลาดศักยภาพระดับรอง เช่น ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพและยังสามารถรองรับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและสินค้าของไทยที่มีความพร้อมในการเปิดตลาดและจากการประมาณการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับสินค้าของไทย อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค คาดว่าจะมีการเติบโตปี 2563 คาดว่าตลาดสินค้าปลีกจะเติบโตขึ้นประมาณ 20% - 25% ต่อปี สามารถรองรับสินค้าไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร


กลุ่มสินค้าคงทน หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าตลาดระหว่างปี 2560-2563 จะเติบโตเฉลี่ย 41% มีมูลค่ากว่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับสินค้าไทยในกลุ่มเครื่องซักผ้าตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น


และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะมีการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 กว่า 80% ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือ ที่อยู่อาศัยปี 2561 เติบโตกว่า 75% ใน 8 เมืองหลัก สามารถรองรับสินค้าไทยในกลุ่มไม้ยางพารา (เฟอร์นิเจอร์) กลุ่มสีสเปรย์และเคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทย ประกอบกับไทยส่งออกไปอินเดียคิดเป็นสัดส่วนกว่า 3% ของการส่งออก ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561 และปี 2562 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกไปอินเดีย คิดเป็นมูลค่า 5,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 8 เดือนส่งออกไปแล้วกว่า 3.2% มากกว่าปี 2561 และคาดว่าน่าจะเติบโตได้อีกหากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 


ขณะเดียวกันแนะเร่งเจรจาเอฟทีเอ เพราะเอฟทีเอถือเป็นเครื่องมือสําคัญช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าไปกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักและคู่ค้ารองกับไทยมากขึ้น เช่น ไทย-อียู ไทย-สหราช อาณาจักร RCEP และไทย-อินเดีย เป็นต้น และสนับสนุนลดต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศ เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการส่งออกของไทย จากสถานการณ์ของความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้า และค่าเงินบาทที่ปัจจุบันไทยยังคงแข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่ง.

TMSTH Ads-01.jpg
Banner เว็บไซต์ wealthplustoday ขนาด 250

+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook