• WPT Team

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนเริ่มฟื้น!

FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น 1.72% หลังความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย และกังวลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน

  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนธันวาคม 2562 ว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 63) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (Neural) (ช่วงค่าดัชนี 80 - 119) โดยเพิ่มขึ้น 1.72% มาอยู่ที่ระดับ 87.93 เป็นเดือนที่สี่ติดต่อกัน

  โดยผลสำรวจพบว่านักลงทุนคาดหวังการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศคลี่คลายและเงินทุนไหลเข้าเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด และกังวลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน



  ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเคลื่อนไหวในช่วง 1590-1641 จุด โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมาอยู่จุดสูงสุดที่ 1641 จุด จากนั้นทยอยปรับตัวลดลงมาอยู่บริเวณ 1590-1600 ตลอดเดือน แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐและกนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังมีการเติบโตชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯมีการฟื้นตัวขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายขึ้นมาอยู่ที่ 1610-1620 จุด จากปัจจัยความคาดหวังผลจากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศระหว่างสหรัฐและจีนที่คาดว่าจะลงนามข้อตกลงการค้าขั้นที่ 1 ภายในปีนี้ และคาดหวังการเลื่อนหรือยกเลิกกำหนดการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในกลุ่มที่สองจำนวน 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 15 ธ.ค. โดยทิศทางการลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

  โดยปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุดคือความคาดหวังการเจรจาทางการค้าของสหรัฐและจีน รองลงมาคือการไหลเข้าออกของเงินทุน ขณะที่นักลงทุนกังวลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือผลภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลงแม้ว่าภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้

สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามได้แก่ความชัดเจนของข้อตกลงการค้าขั้นที่ 1 และแนวโน้มการเจรจาข้อตกลงทางการค้าในขั้นที่ 2 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในปี 2563 แนวโน้มอุปสงค์โลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนของ Brexit ความต่อเนื่องของดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศหลักของโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือทิศทางของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และนโยบายภาครัฐในการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เป็นปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม

 "ในระยะสั้นมองตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงจากโครงการนักลงทุนที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไหลไปยังตลาดอื่นๆ จึงทำให้ในระยะสั้นดัชนียังคงมีความผันผวนสูง แต่อย่างไรก็ตามในระยะยาวยังมองการลงทุนในตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนในระดับที่ค่อนข้างสูง เราจึงอยากให้รัฐบาลแยกวงเงินลดหย่อนภาษีของกองทุนใหม่ที่จะมาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อสนับสนุนนักลงทุนที่วางแผนในระยะยาว"นายไพบูลย์

  ขณะที่ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนธันวาคม 62 ผลจากดัชนีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับ 1.25% ในการประชุม กนง. รอบเดือนธันวาคมนี้ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และอายุ 10 ปีมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงในอีก 11 สัปดาห์ข้างหน้า นับจาวันที่สำรวจ (15 พ.ย. 62) เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

  ด้านนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนธันวาคม 62 โดยประเมินดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. รอบเดือนธันวาคมนี้ อยู่ที่ระดับ 48 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้ว มาอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลง (Unchanged)” สะท้อนมุมมองของตลาดที่ว่าการประชุม กนง. ในเดือนกันยายนนี้ จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.25 ต่อไป โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัว และ Fund flow จากต่างชาติที่ลดลง เป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญ

  ด้านดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปีและ 10 ปี ในรอบการประชุม กนง. กุมภาพันธ์ 2563 (ประมาณ 11 สัปดาห์ข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 64 และ 70 ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วอย่างมากเนื่องจากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมีจำนวนมากขึ้น แต่ดัชนีคาดการณ์ยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลง (Unchanged)” จาก 1.46% และ 1.71% ตามลำดับ ณ วันที่ทำการสำรวจ (15 พ.ย. 62) โดยปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ อุปสงค์อุปทานในตลาดตราสารหนี้ที่ทรงตัว การขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัว และ Fund flow จากต่างชาติที่ลดลง

+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook