FETCO ชงคลังซื้อหุ้นถือยาวได้ลดภาษี

FETCO เล็งชงแผนลงทุนหุ้นโดยตรง - ลดหย่อนภาษี มาช่วยฟื้นตลาดทุน หาก SSF ไม่ได้ผลใน 1-2 เดือน ส่วนดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน มี.ค.63 ลดลง 11.48% ยังอยู่ในภาวะซบเซา


FETCO เล็งชงแผนลงทุนหุ้นโดยตรง - ลดหย่อนภาษี มาช่วยฟื้นตลาดทุน หาก SSF ไม่ได้ผลใน 1-2 เดือน ส่วนดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน มี.ค.63 ลดลง 11.48% ยังอยู่ในภาวะซบเซา


นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังควรรีบออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนที่กำลังแย่ จากผลกระทบไวรัสโควิด-19 ก่อนที่ธุรกิจจะล้มเพราะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า โดยหวังว่าประเด็นโควิด-19 จะเริ่มชะลอความรุนแรงลงใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งหากได้มาตรการช่วยเหลือจะช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง


"ธุรกิจล้มตอนนี้มันฟื้นยาก คลังควรออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อทดแทนกำลังซื้อในช่วงนี้ที่หายไป โดยต้องช่วยเหลือให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย เพราะถ้าหว่านไปทั้งระบบคงไม่จำเป็น ซึ่งก่อนหน้านี้นโยบายทางการเงินก็ใช้ไปแล้วโดยการปรับลดดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นการคลังจำเป็นต้องออกมาช่วยด้วย" นายไพบูลย์กล่าว



สำหรับกรณีมาตรการขยายวงเงินพิเศษของกองทุนรวมเพื่อการออม(SSF) ต้องลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจากครม. นั้นเชื่อว่าจะยังไม่สามารถ ช่วยหนุนให้สภาพตลาดหุ้นไทยฟื้นได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้

ดังนั้นรัฐ อาจต้องพิจารณาออกมาตรการลงทุนในหุ้นโดยตรงชั่วคราวเพิ่มเติม เช่น เข้าลงทุนหุ้นจำนวน 1-2 แสนบาท ถือยาวระยะเวลา 2-5 ปี เพื่อลดหย่อนภาษี และหากมาตรการดังกล่าวต้องใช้จริงและเห็นผลดีอาจพิจารณาเป็นมาตรการในระยะยาว


  " ต้องรอผลจาก SSF 1-2 เดือนจากนี้ว่าจะช่วยตลาดหุ้นได้แค่ไหน ถ้าดูแล้วไม่ได้ผล คงต้องชงแผนใหม่ อย่างการซื้อหุ้นโดยตรง แล้วลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็ยังเป็นแค่แนวคิด ยังบอกอะไรมากไม่ได้ว่าจะซื้อแบบไหน หรือมีเงื่อนไขแบบใด " นายไพบูลย์กล่าว


 อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงมองว่ามีโอกาสฟื้นตัวแรงได้เช่นกัน เนื่องจากปัจจัยที่เกิดขึ้นมาจาการตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากในประเทศอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง


   ด้านดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนมีนาคม 2563 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 11.48% มาอยู่ที่ระดับ 64.40 อยู่ในเกณฑ์ซบเซาเป็นเดือนที่สอง


   โดยผลสำรวจพบว่านักลงทุนกังวลภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์การท่องเที่ยว เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่นักลงทุนคาดหวังนโยบายภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และนโยบายอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด


   สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามได้แก่ความคืบหน้าปัญหาการควบคุมแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด 19 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ,นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก และนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในประเทศต่างๆ ส่วนปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือ นโยบายเศรษฐกิจภาครัฐเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ลดลงมาก นโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และการไหลเข้าออกของเงินทุน


   นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (nterest Rate Expectation Index) เดือนมีนาคม 2563 ว่าคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) รอบเดือนมีนาคมนี้ปรับตัวลดลงต่ำสุดตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนี โดยอยู่ที่ระดับ 8 ลดลงอย่างมากจากครั้งที่แล้วมาอยู่ในกณฑ์ "ลดลง (Decese)" สะท้อนมุมมองของตลาดที่ว่าการประชุม กนง. ในเดือนมีนาคมนี้ อาจการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับร้อยละ 1 โดยมีอัตราการยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่ลดลง และ Fund Flow จากต่างชาติไหลออก


ส่วนดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฐบาล 5ปีและ 10ปี ในรอบการประชุม กนง.พฤษภาคม 2563 (ประมาณ 11 สัปดาห์ข้างหน้า ปรับตัวลดลงต่ำสุดตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนีอยู่ที่ระดับ 22 ทั้ง 2 ดัชนี ลดลงอย่างมากจากครั้งที่แล้วมาอยู่ในเกณฑ์ลดลง "ลดลง (Decese)" เนื่องจากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คาดว่าอัตราผลตอบแทนอาจลดลงจาก 0.88% และ 1.09% ตามลำดับ ณ วันที่ทำการสำรวจ (28 ก.พ. 63)


   โดยปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว อุปสงค์อุปทานในตลาดตราสารหนี้ที่ทรงตัว แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ลดลง และ Fund Flow จากต่างชาติไหลออก




  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.