วิจัยกรุงศรี ปรับเป้าจีดีพีใหม่เหลือ 1.5% ปัจจัยลบ 3 ด้าน ท่องเที่ยวหดตัว เบิกจ่ายงบล่าช้า ภัยแล้ง

ทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ประกาศปรับเป้าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีในปี 2563 ใหม่ เหลือ 1.5% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2.5% โดยมีปัจจัยลบหลัก ๆ 3 ด้าน ทั้งการท่องเที่ยวหดตัวจากผลกระทบของไวรัสโคโรนา การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า และภาวะภัยแล้งที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นนอย่างต่อเนื่อง


ประเดิมคาดการณ์ไตรมาสแรกจีดีพีติดลบไป 0.7% หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากฝั่งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเข้าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาที่เหลือ เชื่อที่ประชุมกนง.เดือน มี.ค.นี้ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกจาก 1% เหลือ 0.75%กระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง รอหลังไตรมาสแรกประเมินจีดีพีใหม่อีกครั้ง


ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในช่วงปลายปี 2562ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยว่ามีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ 2 ประการที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2563 ประกอบด้วย การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทั้งสองได้กลับด้านจากปัจจัยสนับสนุนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนการเติบโต เนื่องจากการพิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเลื่อนออกไปยาวนานกว่าที่คาด ขณะที่การระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 ไม่เพียงกระทบต่อการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตและผลกระทบต่อรายได้


นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ ปัจจัยทั้งสามดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อความเชื่อมั่นและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลงกว่าเดิม


ความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563:รัฐบาลคาดว่างบประมาณปี 2563 น่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ภายในสิ้นเดือนมีนาคม หรืออย่างเร็วสุดในกลางเดือนมีนาคม ความล่าช้าเกือบสองไตรมาสในการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563(สิ้นสุดเดือนกันยายน) โดยเฉพาะงบลงทุน


สายงานวิจัยกรุงศรีจึงปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานลง 1.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 0.9% ของ GDPความล่าช้าของการผ่านร่างงบประมาณไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อการเลื่อนการลงทุนของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังมีผลเชิงลบต่อการลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งอาจซ้ำเติมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซาอยู่แล้ว


การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19): การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 มีผลกระทบของต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยคาดว่าจะทำให้การเติบโตของ GDP ไทย ต่ำกว่าประมาณการเดิม 0.4% โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิต การท่องเที่ยวซบเซา และผลกระทบต่อรายได้ จากการศึกษาพบว่า ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจะแตะระดับสูงสุดในไตรมาส 1/2563ในขณะที่ผลกระทบต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตจะสูงสุดในไตรมาส 2/2563 โดยคาดว่าการส่งออกจะลดลง 0.8% จากประมาณการเดิม การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 30.8% และ 13.1% ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2563 ตามลำดับ โดยภาพรวม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 4-5% ในปี 2563


ปัญหาภัยแล้ง:ปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงกว่าคาดจะส่งผลกระทบต่อ GDPในปีนี้ลดลงจากประมาณการเดิม 0.3%ปัญหาภัยแล้งมีแนวโน้มลากยาวถึงเดือนพฤษภาคม ปริมาณน้ำที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมแล้ว ยังกระทบการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจผ่านความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานด้วย


"เราคาดว่าหลังจากนี้รัฐบาลคงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอีกอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพราะตอนนี้การเดินทางไปต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมจะมีด้วยกัน 3 ระยะ เริ่มจากกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบ เมื่อมีการใช้จ่ายมากขึ้น ระยะต่อมาก็จะต้องกระตุ้นการลงทุนขึ้นมารองรับ และระยะสุดท้ายก็เป็นมาตรการภาคการเงินเข้ามาช่วยด้วยการทำให้การเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ถึงจะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้จริง"ดร.สมประวิณ กล่าว


อย่างไรก็ตาม ยังมองว่า ไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่มาก เป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันตัวเองที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศที่สูงมาก การกู้เงินตราจากต่างประเทศและภาระหนี้สาธารณะก็ยังต่ำ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยังมีเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก ซึ่งหลังจากผ่านช่วงไตรมากแรกไปแล้ว ทางฝ่ายวิจัยฯ ก็จะมีการประเมินจีดีพีอีกครั้ง





+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook