คลังสั่งตั้งทีมเราไม่ทิ้งกัน เร่งเยียวยา ฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19

กระทรวงการคลัง แถลงผลการดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานภายใต้สังกัด และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการดูแลเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ด้วยการสานต่อโครงการ “ก้าวต่อไปเราไม่ทิ้งกันสู้ภัยโควิด-19” และจัดตั้ง “ทีมเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อติดตาม สำรวจ และรับทราบความเดือดร้อน พร้อมเร่งเยียวยา ฟื้นฟู คืนอาชีพ คืนความสุขให้กับประชาชน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของมาตรการที่ธนาคารออมสินดำเนินการอยู่ ได้แก่


1.) การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติ 6 เดือน มีผู้ที่ได้รับประโยชน์ ทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท รวม 2.89 ล้านราย วงเงินรวม 1.129 ล้านล้านบาท


2.) สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) หรือ เงินกู้ฉุกเฉิน วงเงิน 1 หมื่นบาทต่อราย สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ และ วงเงิน 5 หมื่นบาทต่อราย สำหรับผู้มีรายได้ประจำ วงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีผู้ยื่นกู้แล้ว 2.66 ล้านราย โดยได้อนุมัติไปแล้ว 3.1 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 7,527.16 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2563

3.) เงินกู้ซอฟท์โลน 1.5 แสนล้านบาท ได้มีผู้ยื่นกู้แล้ว 1.31 แสนล้านบาท ปัจจุบันได้อนุมัติแล้ว 1.05 แสนล้านบาท และอนุมัติซอฟท์โลน อีก 2,000 ล้านบาท ให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2% ให้กับสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่นำทรัพย์สินมาจำนำในช่วงนี้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นายกมลภพ วีระพละ รองกรรมการผู้จัดการ และรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส. ออกมาตรการรวม 10 โครงการ ทั้งการลดดอกเบี้ย พักชำระเงินต้น พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาและยกดอกเบี้ย มีลูกค้ารับความช่วยเหลือรวม 4.46 แสนบัญชี วงเงินสินเชื่อ 4.43 แสนล้านบาท และเตรียมขยายระยะเวลาคความช่วยเหลือเพิ่มเติมไปถึง 31 ตุลาคม 2563

ล่าสุดประกาศจัดทำ “โครงการ ธอส. ปันน้ำใจ เราไม่ทิ้งกัน” ผ่าน 2 มาตรการทั้งด้านการเงิน และ CSR ประกอบด้วย สินเชื่อ“โครงการบ้าน ธอส. เราไม่ทิ้งกัน” วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ให้กู้สำหรับบุคคลในครอบครัวของผู้ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท หรือบุคคลในครอบครัวของลูกค้า ธอส. ที่ลงทะเบียนเข้าร่วม 10 มาตการช่วยเหลือของ ธอส. อัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี นาน 2 ปีแรก ให้กู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 ธันวาคม 2563

ส่วนกิจกรรม CSR จัดทำ“โครงการบ้าน ธอส. ของกินของใช้ ปันน้ำใจเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อยกระดับชุมชน เสริมสร้างวัฒนธรรมแบ่งปันสุข ด้วยการจัดทำ “บ้าน ธอส.” บริเวณหน้าที่ทำการสาขา ธอส. กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. มี 7 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจากสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งการขยายเวลาชำระหนี้ การพักชำระหนี้และการสนับสนุนเงินทุนให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน SMEs เกษตร โดยมีเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และบุคคลในครัวเรือนได้รับประโยชน์กว่า 4 ล้านราย มูลหนี้รวมกว่า 1.42 ล้านล้านบาท ส่วนสินเชื่อฉุกเฉิน เป้าหมาย 2 ล้านราย วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท มีผู้ลงทะเบียนรับสินเชื่อจำนวน 2.08 ล้านราย จ่ายไปแล้วกว่า 2 แสนราย เป็นจำนวนเงินกว่า 2,000 ล้านบาท แจงยอดติดตามทบทวนสิทธิ์ตามมาตรการเราไม่ทิ้งกันไปแล้วกว่า 2 แสนราย และการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร เป้าหมาย 10 ล้านราย จ่ายไปแล้วกว่า 4.72 ล้านราย เป็นเงินกว่า 23,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมสินเชื่อและ แผนฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย


นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้าผ่าน Soft Loan ธนาคารออมสิน ในวงเงิน 5,058 ล้านบาท จำนวนลูกค้า 382 ราย ผ่าน Soft Loan ธนาคารแห่งประเทศไทย ในวงเงิน 1.08 หมื่นล้านบาท จำนวนลูกค้า 3,364 ราย และได้พักการชำระหนี้ รวมถึงให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม เป็นวงเงิน 5.8 แสนล้านบาท รวมวงเงินที่ธนาคารได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าไปแล้วทั้งสิ้น 5.95 แสนล้านบาท จำนวนลูกค้า 1.71 แสนราย โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SME โดย บสย. เพื่อเสริมสภาพล่องและช่วยให้ SME ที่ขาดหลักประกันสามารถเข้าถึงเงินทุน ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า 1.06 หมื่นล้านบาท

สำหรับ 5 มาตรการของธนาคาร ประกอบด้วย


มาตรการที่ 1 ลูกค้าสินเชื่อบุคคล และลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 4 เดือน ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จากสัญญากู้เดิม 4 เดือน

มาตรการที่ 2 ลูกค้าบุคคลและลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่มีเอกสารแสดงรายได้ลดลง พักชำระเงินต้น (ชำระเฉพาะดอกเบี้ย) 6 เดือน ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จากสัญญากู้เดิม 6 เดือน

มาตรการที่ 3 ลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาท พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนอัตโนมัติ

มาตรการที่ 4 ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป ที่มีเอกสารแสดงรายได้ลดลง พักชำระหนี้เงินต้นวงเงินสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) สูงสุด 12 เดือน ขยายระยะเวลาชำระหนี้สำหรับตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ สูงสุด 6 เดือน

มาตรการที่ 5 ลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท สนับสนุนสินเชื่อ Soft Loan วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ณ 31 ธันวาคม 2562 ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก 2% ต่อปี พักชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ไม่ต้องชำระดอกเบี้ย 6 เดือนแรก


นอกจากนี้ ธนาคารได้ออกแคมเปญ #ร้านข้างทางต้องอยู่ข้างกัน ช่วยร้านอาหารรายเล็กๆให้สามารถอยู่รอดอีกด้วย

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า EXIM BANK ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบของโควิด-19 เป็นจำนวนกว่า 4,100 ราย หรือประมาณ 13% ของผู้ส่งออกทั้งประเทศ วงเงินรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนล้านบาท มีผู้ประกอบการขอรับคำปรึกษาด้านการส่งออกและเข้าร่วมโครงการอบรมหรือสัมมนาออนไลน์กับศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้าของ EXIM BANK จำนวนกว่า 1,100 ราย


TMSTH Ads-01.jpg
Banner เว็บไซต์ wealthplustoday ขนาด 250

+66847000180

©2019 by Wealth Plus Today.

  • Facebook