+66847000180

  • Facebook

©2019 by Wealth Plus Today.

เศรษฐกิจไทยเริ่มกระเตื้อง

คลังรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป


นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พร้อมด้วยนายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกรกฎาคม ปี 2562 พบว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากปัจจัยสนับสนุนด้านอุปสงค์จากการส่งออกสินค้าที่กลับมาขยายตัวได้ในรอบ 5 เดือน ประกอบกับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้จากเดือนก่อนหน้าในเครื่องชี้เศรษฐกิจบางรายการ


พิสิทธิ์ พัวพันธ์ - พรชัย ฐีระเวช

สำหรับเศรษฐกิจไทยด้านอุปทานมีการขยายตัวในภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ

อย่างใกล้ชิดต่อไป” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้


เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนในเดือนกรกฎาคม 2562 ปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 17.5 %ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งกลับมาขยายตัว 0.8% ต่อปี และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว 11.5% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ชะลอตัว -9.1 %ต่อปี จากปัจจัยฐานสูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยหากหักปัจจัยพิเศษดังกล่าว จะพบว่า ยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ชะลอตัวลดลงอยู่ที่-2.6% ต่อปี


สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลงอยู่ที่ระดับ 62.2 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า


เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนในเดือนกรกฎาคม 2562 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากการขยายตัวของการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างยังคงส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนกลับมาขยายตัว9.9% ต่อปี ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ชะลอตัว -2.4 %ต่อปี สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดก่อสร้างสะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศชะลอตัว -4.5 % ต่อปี เช่นเดียวกับภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว-6.0% ต่อปี และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างชะลอตัว-2.0 %ต่อปี โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการชะลอตัวของดัชนีหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กเป็นสำคัญ



เศรษฐกิจภาคการค้าระหว่างประเทศในเดือนกรกฎาคม 2562 ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวที่ 4.3% ต่อปี โดยมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีนกลับมาขยายตัว โดยสินค้าส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี เช่น เครื่องสำอาง สบู่

และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องนุ่งห่ม รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง และแปรรูป ยางพารา สำหรับมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ต่อปี ทั้งนี้ ดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม 2562 เกินดุลที่มูลค่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานในเดือนกรกฎาคม 2562 พบว่า ภาคการท่องเที่ยวและภาคการเกษตรขยายตัวได้ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังส่งสัญญาณชะลอตัว


โดยภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 มีจำนวน 3.33 ล้านคน ขยายตัว 4.7 %ต่อปี เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาขยายตัวในรอบ 5 เดือน โดยขยายตัวที่5.8 %ต่อปี และนักท่องเที่ยวประเทศอื่นยังคงขยายตัวได้ดี อาทิ นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น และสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมูลค่ารวม 167,283 ล้านบาท ขยายตัว 3.1 %ต่อปี


เช่นเดียวกับภาคการเกษตรสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 0.2% ต่อปี ส่วนภาคอุตสาหกรรมสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว-3.2 %ต่อปี เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 93.5 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า การปรับลดลงดังกล่าวมีปัจจัยมาจากผู้ประกอบการมีความกังวลเกี่ยวกับภัยแล้งซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการผลิต และเรื่องสงครามการค้าซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศ


เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.1 %ต่อปี และเมื่อหักสินค้ากลุ่มอาหารสดและสินค้ากลุ่มพลังงานออกอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที0.4% ต่อปี สำหรับอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.1 %ของกำลังแรงงาน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 อยู่ที่41.3% ต่อ GDP ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่ตั้งเพดานไว้ไม่เกิน60% ต่อ GDP


สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2562 อยู่ในระดับสูงที่ 218.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings (Fitch) และ Moody’s Investors Service (Moody’s) ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นเชิงบวก (Positive Outlook) ภายใต้ Rating BBB+ (Fitch) และ Baa1 (Moody’s) ในช่วงเดือนกรกฏาคม 2562 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่อเศรษฐกิจไทย