+66847000180

  • Facebook

©2019 by Wealth Plus Today.

คปภ. ศึกษาระบบประกันสุขภาพและประกันพืชผลทางการเกษตรของอินเดีย เสริมระบบประกันภัยไทย



นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 - 13 กุมภาพันธ์ 2563 ตนและคณะผู้บริหารสำนักงาน คปภ. ได้เดินทางไปสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อร่วมหารือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านธุรกิจประกันภัยกับสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดประกันภัยที่น่าสนใจและมีขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย ด้วยจำนวนประชากรกว่า 1,356 ล้านคน เบี้ยประกันภัยรับรวมกว่า 99,838 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ รวมทั้งมีอัตราการเติบโตในระดับสูงกว่าประเทศอื่นๆ และกว่า 70% ของประชากรทั้งหมด เป็นผู้มีรายได้น้อยและอาศัยในพื้นที่เกษตรกรรม การประกันภัยรายย่อยและการประกันภัยเกษตรกรรมจึงมีความสำคัญมาก โดยรัฐบาล และ The Insurance Regulatory and Development Authority of India (IRDAI) หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของสาธารณรัฐอินเดีย ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยระบบประกันภัย


ในการนี้ เลขาธิการ คปภ. และคณะผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. ได้เข้าพบกับ Mr. Keita Hashiba, Deputy CEO ของบริษัท Universal Sompo General Insurance (USGI) ณ สำนักงานของบริษัทฯ ที่นครมุมไบ โดยบริษัทนี้เป็นบริษัทประกันวินาศภัยขนาดใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมตลาดประกันภัย และหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยที่สำคัญในสาธารณรัฐอินเดีย รวมถึงโครงสร้างของตลาดประกันภัย โดยประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ และประกันเกษตรกรรม มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด


ปัจจุบันประกันสุขภาพมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประกันภัยประเภทอื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลอินเดียได้ดำเนินโครงการ National Health Protection Scheme (Ayushman Bharat) เพื่อให้ความคุ้มครองด้านการดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาลแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยจะเข้าไปรับประกันสุขภาพให้แก่ประชากรแต่ละรัฐ และรัฐบาลของรัฐจะให้การสนับสนุนเบี้ยประกันภัย นอกจากนี้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการประกันภัย IRDAI ได้กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อผู้มีรายได้น้อย เช่น Micro insurance และ Rural insurance เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย


นอกจากนี้ ได้หารือเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและให้บริการแก่ลูกค้า โดย USGI ได้มีการพัฒนาระบบ Chatbot เพื่อเพิ่มช่องการการติดต่อและให้ข้อมูลแก่ลูกค้า การพัฒนาระบบ Portal สำหรับตัวแทนของบริษัท เพื่อให้บริการด้านข้อมูลแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างระบบสื่อสารกับลูกค้าผ่านระบบ Whatsapp ซึ่งเป็นสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็นที่นิยมในสาธารณรัฐอินเดีย และในโอกาสเดียวกันนี้ ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ USGI สาขาเมืองพุทธคยา เกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมเข้าถึง และช่องทางการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในเมืองนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล


การเดินทางไปสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งนี้ เลขาธิการ คปภ. และคณะฯ ยังได้หารือร่วมกับ Mr. Anjan Dey, General Manager บริษัท New India Assurance บริษัทประกันวินาศภัยรายใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งมีเครือข่ายและสำนักงานสาขาในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยมีการหารือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมความรู้ด้านการประกันภัย และการเข้าถึงระบบการประกันภัยให้กับประชาชนกว่าล้านรายในอินเดียโดยบริษัทได้มีการจัดตั้งสำนักงานในรูปแบบ Micro office หรือ one-man office ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้บริการด้านการประกันภัย รวมถึงเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ แก่ประชาชน นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการผ่าน Common Service Center ซึ่งเป็นสำนักงานที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ในเขตชนบททั่วประเทศที่ระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตยังไม่เพียงพอ เพื่อให้บริการต่างๆ ทั้งเรื่องสวัสดิการสังคม สวัสดิการด้านสุขภาพ รวมถึงบริการด้านการเงิน และการประกันภัย ซึ่งมีกว่า 100,000 แห่งทั่วประเทศ



ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้หารือร่วมกับ ผู้บริหารของบริษัท Munich Re สาขาสาธารณรัฐอินเดีย ที่นครมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย เกี่ยวกับการประกันภัยเกษตรกรรม และ Digital ecosystem เนื่องจากประชากรอินเดียกว่า 200 ล้านคนประกอบอาชีพเกษตรกร และผลผลิตภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 16% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ดังนั้นการประกันภัยเกษตรกรรมจึงมีความสำคัญมาก และรัฐบาลได้ออกหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร


อาทิ Prime Minister’s Fasal Bima Yojana scheme (PMFBY) เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกร และส่งเสริมให้นำนวัตกรรมมาใช้ในการเกษตร โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยคงที่สำหรับพืชผลแต่ละชนิด เกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยบางส่วน ระหว่าง 1.5 ถึง 5% และส่วนที่เหลือรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมด ซึ่งความท้าทายของการประกันเกษตรกรรมในสาธารณรัฐอินเดีย คือ ความหลากหลายของพืชผลในแต่ละพื้นที่และฤดูการเพาะปลูก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดทำประกันภัยที่เป็นมาตรฐาน และต้นทุนในการสำรวจภัยด้วยบุคคลยังค่อนข้างต่ำ จึงยังคงใช้ระบบการประเมินผลผลิต (Yield based approach) มากกว่าระบบพาราเมทริกซ์ (Parametric based approach)


นอกจากนี้ ระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัล (Digital ecosystem) ของสาธารณรัฐอินเดียมีความน่าสนใจมาก ปัจจุบันมีผู้ใช้สมาร์ทโฟน 337 ล้านคน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 560 ล้านคน และประชากร 80% มีบัญชีธนาคาร ดังนั้น จึงเอื้อให้การทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ช่องทางดิจิทัลกลายเป็นช่องสำคัญสำหรับธุรกิจประกันภัย และได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การประกันภัยโทรศัพท์มือถือ การประกันการล่าช้าของเที่ยวบิน และประกันการยกเลิกการแสดงต่างๆ เป็นต้น


“การเข้าร่วมดูงานและหารือกับภาคธุรกิจประกันภัยในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาการต่าง ๆ ด้านประกันภัย ซึ่งธุรกิจประกันภัยของสาธารณรัฐอินเดียมีลักษณะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกันภัยด้านเกษตรกรรมและประกันสุขภาพ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อประชากรในประเทศ โดยภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ระบบการประกันภัยเข้าไปช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และรองรับความเสียหายให้กับเกษตรกรในประเทศ ด้วยการดำเนินมาตรการและโครงการต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการประกันภัยของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ” เลขาธิการ คปภ. กล่าว