• Numnan Tapee

ตลท.เปิดกลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่งทุนไทย

ตลท. เปิดกลยุทธ์การทำธุรกิจ วางเป้าปี 64 มาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอใกล้เคียงปีก่อนที่ทำได้ 5.55 แสนล้านบาท ลุ้นเปิดให้บริการกระดานเทรดหุ้นเอสเอ็มอีช่วง Q3/64 เล็งหารือก.ล.ต.ออกเกณฑ์คุมหุ้นฟรีโฟลทต่ำ

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงทิศทาง การดำเนินงานกลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ประจำปี 64 ว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้วาง กลยุทธ์ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี64-66) ภายใต้แนวคิด "Redefine Thai Capital Market Resiliency…ก้าวต่อไปตลาดทุนไทย สู่ความแข็งแกร่งของประเทศ” บูรณาการด้านนวัตกรรม สร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้กับผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุน ภายใต้กรอบการพัฒนาสู่ความยั่งยืน 4 ด้าน 8 กลยุทธ์ หลัก

1. สร้างการเติบโตในตลาดทุน (Market Growth)

- การเพิ่มหลักทรัพย์ใหม่ (Boost supply-side opportunities) ส่งเสริมการระดมทุนของธุรกิจใหม่ อาทิ เศรษฐกิจกระแสใหม่ (New economy) หลักทรัพย์ต่างประเทศ บริษัทย่อยของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมถึงสตาร์ทอัพ (Startups) ในรูปแบบที่เหมาะสมตามความเสี่ยงและประเภทของผู้ร่วมลงทุน ขณะเดียวกัน สนับสนุนการนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ

-การขยายฐานผู้ลงทุน (Rapid investor expansion) มุ่งเน้นการขยายช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่สามารถเข้าถึงผู้ลงทุนได้กว้างขึ้นและทำให้การลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับการตลาดดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลความรู้ บริการ และผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ ให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ขณะที่จะขยายความน่าสนใจของตลาดทุนไทยไปยังกลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการนำเสนอธีมผลิตภัณฑ์และบริการ (Thematic products and services) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนสถาบัน


2. ขยายโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Expansion)

- การสร้างการมีส่วนร่วม (Building engagement) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบริษัทจดทะเบียน และผู้ประกอบการในตลาดทุน ส่งเสริมรายงานด้าน ESG รวมทั้งปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

-การต่อยอดธุรกิจใหม่ (Venturing new frontiers) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับตลาดทุนไทย เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงตลาดทุนโลก และให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ใหม่ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนของผู้ลงทุน


3. ขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อม (Environmental Solutions & Social Development)

- การปลูกฝังการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG cultivation) ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนนำหลักการ ESG มาบูรณาการในกระบวนการดำเนินงานตามลักษณะการประกอบธุรกิจ เพื่อคงความเป็นผู้นำในภูมิภาคในด้าน ESG พร้อมส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ยังสร้างความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ผ่านโครงการ Care the Bear Care the Whale และ Care the Wild โดยทำงานร่วมกับองค์กรในตลาดทุนและพันธมิตร

- การเสริมสร้างพลังทางสังคม (Social empowerment) มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางด้านความรู้ทางการเงินของประเทศ โดยพัฒนาทักษะพื้นฐานการบริหารจัดการทางการเงินในชีวิตประจำวันให้กับประชาชน นอกจากนี้ มีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับงานวิจัยด้านตลาดทุน พัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมผ่าน Social digital platform


4. เพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจและศักยภาพบุคลากร (Continuous Improvement & Talent Empowerment)

- ความสามารถในการขยายตัวด้านธุรกิจ (Business scalability) ยกระดับระบบซื้อขายหลักทรัพย์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยยึดหลักมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรในการสร้างสรรค์บริการอย่างครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและผู้ลงทุน

- ความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน (Operational excellence) ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดขั้นตอนกระบวนการทำงาน โดยศึกษาการนำ Robotic Process Automation (RPA) มาใช้ ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและการสื่อสารในช่วงวิกฤต รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของพนักงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานในวิถีชีวิตปกติใหม่



ตั้งเป้ามาร์เก็ตแคป 5.5แสนล้าน


สำหรับเป้าหมายของ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นไอพีโอปี 64 จะยังอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ระดับ 5.55 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสูงสุดในอาเซียนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังพบว่าปัจจุบันยังเห็นความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามาระดมทุนกันอย่างต่อเนื่อง


" การเข้ามาระดมทุนของผู้ประกอบการในปีนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.ความพร้อมด้านข้อมูลของบริษัทที่จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งปัจจุบันตลท.ก็มีการทำแนวทาง (ไกด์ไลน์) กับบริษัทที่สนใจไว้ให้อยู่แล้ว ,2.ความต้องการใช้เงินทุนของบริษัทว่าอยู่ในช่วงไหน และ 3.ภาวะตลาดหุ้นในช่วงนั้นเป็นอย่าง ส่วนเป้าหมายของบริษัทที่จะดึงดูดเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการส่งเสริมการระดมทุนของธุรกิจใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ตามนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมธุรกิจเหล่านี้มากขึ้น "


  ขณะที่เกณฑ์การนำบริษัทต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังคงเหมือนเดิม โดยมีเป้าหมายคือกลุ่มบริษัทในแถบประเทศ CLMV แต่ปีที่ผ่านอาจเห็นการเลื่อนของดีลออกไปบ้าง เนื่องจากความพร้อมด้านข้อมูลของบริษัทที่ต้องการระดมทุนที่ยังล่าช้าและภาวะตลาดหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การเดินทางไปตรวจสอบกิจการค่อนข้างติดขัด


ไตรมาส3พร้อมเปิดกระดาน SME- สตาร์ตอัพ

  1. ส่วนการเปิดให้บริการกระดานตลาดหุ้นที่ 3 หรือกระดานซื้อขายหุ้นสำหรับธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในช่วงไตรมาส 3/64 หลังปัจจุบันอยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ช่วยพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามมองว่ารูปแบบของตลาดที่ 3 อาจไม่เหมือนกับตลาด SET และ mai โดยอาจมีการจำกัดการเข้าลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อยด้วย



ดร.ภากร เปิดเผยว่า สำหรับการออกมาตรการกำกับหุ้นที่มีสัดส่วนรายย่อยน้อยกว่าเกณฑ์ (ฟรีโฟลทต่ำ) นั้น ยอมรับว่าปัจจุบันตลท.กำลังหาแนวทางว่ามีช่องทางใดที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้ยังตอบไม่ได้จะใช้วิธีการการอะไร แต่กำลังคิดหาวิธีไว้ 3-4 แนวทางและจะมีการหารือร่วมกับก.ล.ต.ก่อน ซึ่งหากได้ข้อสรุปแล้วจะรีบออกมาประกาศให้ฟังอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันเกณฑ์ฟรีโฟลทของไทยไม่ได้แตกต่างกับตลาดต่างประเทศ ซึ่งตลท.มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง


"การดูแลของเราทำอย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐานเท่าเทียมกัน ส่วนการซื้อขายที่ผิดปกติเราก็กำลังดูวิธีที่จะทำให้ตลาดไม่ผันผวนแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งต้องรอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน"

ความสำเร็จปี 2563


ติดอันดับ 8 ตลาดโลกมาร์เก็ตแคป IPO5.5แสนล้าน


• มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของหลักทรัพย์ IPO 5.55 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 8 ของโลก อันดับ 2 ในเอเชีย และสูงสุดในอาเซียนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน (อันดับ 2 ในเอเชีย และสูงสุดในอาเซียน ไม่นับรวม cross-border products) โดย บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าระดมทุนใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีมูลค่าเสนอขายในกลุ่มค้าปลีกสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

• สภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ฯ ครองอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนติดต่อกันตั้งแต่ปี 2555 โดยในปี 2563 มีวันที่มูลค่าซื้อขายเกิน 1 แสนล้านบาท ถึง 22 วัน และวันที่ซื้อขายสูงสุดอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท และโดยเฉลี่ยมีมูลค่าซื้อขายต่อวัน 67,334.80 ล้านบาท

• TFEX มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันกว่า 4.94 แสนสัญญา เป็นอันดับที่ 26 ของโลก (ข้อมูล ณ พ.ย. 2563)

เปิดบัญชีเทรดหุ้นทำสถิติ

• จำนวนบัญชีใหม่เพื่อซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 662,678 บัญชี จากสิ้นปี 2562 สรุปตัวเลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์รวม 3.43 ล้านบัญชี (ณ พ.ย. 2563)

• ปรับกฎเกณฑ์เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด เช่น มาตรการ Market Disruption และปรับปรุงเกณฑ์ Circuit Breaker

• ยกระดับการให้บริการสู่ Fully Digitalized Services ผ่านการให้บริการ e-Proxy, e-Meeting และ e-Conference

• เชื่อมโยงสินค้าและบริการในตลาดโลก เช่น S&P500 DW, Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI) DW, Silver Online Futures และ Japanese Rubber Futures

• ร่วมมือกับ Tech companies พัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เช่น M-DAQ: ข้อมูลราคาหุ้น SET50 เทียบราคา 10 สกุลเงินต่างประเทศแบบเรียลไทม์ และแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจรภายใต้ความร่วมมืกับ KBTG

• เพิ่มโอกาสการลงทุนผ่านช่องทางใหม่ๆ เช่น Point to Invest โดยร่วมกับ 16 บริการทางการเงินเปลี่ยนคะแนนสะสมบัตรเครดิตเป็นกองทุนรวม และ Start Invest โดยร่วมกับ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ ให้บริการเปิดบัญชี-ซื้อขายกองทุนรวมผ่าน True Money Wallet บนฐานลูกค้ากว่า 15 ล้านราย

• ปรับการทำงานสู่ New way of working ด้วยการ Work From Home ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากการระบาดของ COVID-19 รวมทั้งใช้การสื่อสารภายในกับพนักงาน

ด้านคุณภาพ


บจติดดัชนีความยั่งยืนมากสุดในอาเซียน


• 21 บจ. อยู่ในดัชนีความยั่งยืน DJSI มากที่สุดในอาเซียน โดย 7 บจ. ไทยได้คะแนนสูงสุดเป็นที่ 1 ของโลกใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม

• ยกระดับ LiVE Platform เป็นศูนย์กลางการพัฒนาศักยภาพ SMEs และ Startups สู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในทุกมิติ

• พร้อมรองรับ PDPA และสร้างมาตรฐาน Cybersecurity ของอุตสาหกรรมตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและ ISO27701

• เดินหน้าลดโลกร้อน ร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการ Care the Wild แพลตฟอร์มความร่วมมือปลูกไม้ให้ได้ป่า ด้วยกลไกธรรมาภิบาลเปิดเผยข้อมูล ติดตาม-เรียนรู้-ดูแล เป็นโครงการที่ต่อเนื่องจาก Care the Bear และ Care the Whale


  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.