• Numnan Tapee

ThaiBMAคาดเงินไม่เข้าตราสารหนี้

ThaiBMA ชี้ฟันด์โฟลว์ชะลอเข้าลงทุนตราสารหนี้ไทย หลังส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลสหรัฐและไทยแคบลงไม่เอื้อ ชี้แม้สหรัฐอัดมาตรการกระตุ้นก้อนใหญ่แต่เงินจะไหลไปลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมองโควิด19 ระบาดรอบนี้กระทบจำกัด คาดปีนี้เอกชนออกหุ้นกู้ 7-7.5 แสนล้าน


นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า แนวโน้มกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2564 ว่า กระแสการไหลออกของเงินต่างชาติในตราสารหนี้ไทยยังคงเกิดขึ้นอยู่แต่จะมีปริมาณไม่มากนักส่วนการไหลเข้ามาจะไม่เห็นแล้ว เพราะการทำแครี่เทรดทำได้ยากแล้วหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ ( Bond Yield) ที่ดีดตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยระหว่างพันธบัตรไทยและสหรัฐแคบลงมากดังนั้นการไหลเข้ามาเพื่อลงทุนจะเกิดขึ้นได้ยาก สะท้อนได้จากในช่วงนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (4-13ม.ค.64) พบว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกแล้วกว่า 6,800 ล้านบาท ขณะที่ปี 2563 ทั้งปีมียอดการไหลออกสุทธิ 64,025 ทำให้ยอดถือครองสุทธิลงมาอยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท จาก สิ้นปี 2563 ยอดถือครองสุทธิของต่างชาติจะอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท


" พอบาทแข็งค่าทุกคนก็จ้องมองมาที่ตลาดตราสารหนี้ แต่จริงๆแล้วพบว่าเงินไหลออกจากตราสารหนี้ ซึ่งจากต้นปีถึงตอนนี้หรือ 7-8วันที่ผ่านมา เงินไหลออก "



อย่างไรก็ตามการที่สหรัฐมีประธานาธิบดีคนใหม่และมีการอัดฉัดมารตการกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่ซึ่งสภาพคล่องที่เกิดขึ้นก็คาดว่าไหลไหลไปลงทุนในทรัพย์สินเสี่ยง เช่น ดิจิทัลเคอร์เรนซี่ ดิจิทัลแอสเสท และหุ้นไฮเทคที่คาดว่าจะไปต่อมากกว่า เพราะจะต้องหาผลตอบแทนให้ได้มากกว่าการด้อยค่าลงของเงินดอลลาร์จะที่อ่อนตัวลงจากการดำเนินมาตรการต่างๆของสหรัฐ


สำหรับแนวโน้ม จะมียอดออกตราสารหนี้ภาคเอกชน(หุ้นกู้) ประมาณ 700,000 - 750,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 683,559 ล้านบาท และปีนี้มีบริษัทที่หุ้นกู้จะครบอายุและจะต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อชดเชยหุ้นกู้ชุดเก่า (rollover) กว่า 730,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามอาจมีบางส่วนที่หันกลับไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน (แบงก์)แทน เพราะช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อแบงก์ถูกกว่าการออกหุ้นกู้ หลัง Credit spread ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ยอดออกหุ้นกู้ของบริษัทใหม่ๆอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน



นายธาดากล่าวว่า สมาคมฯ มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ยาวไปจนถึงสิ้นปี 2564 เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ประกอบกับเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยช่วงนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาตรงจุด เพราะมองว่าปัญหาตอนนี้คือการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยภาครัฐอาจใช้เครื่องมือนโยบายการเงินอื่นๆเพิ่มเติม ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะกลางมีกรอบที่จำกัดในการปรับตัวขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวคาดจะทยอยขยับขึ้นจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ

ส่วนการการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่จะกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ไทยไม่มากเหมือนกับรอบแรก เพราะพื้นที่การล็อกดาวน์ค่อนข้างจำกัดมาก แต่อาจมีบางธุรกิจที่ยังเปราะบางอยู่ เช่น กลุ่มการท่องเที่ยว เป็นต้น ส่วนความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้นั้นคาดว่าจะเกิดขึ้นได้น้อย เนื่องจากที่ผ่านมาคนที่มีปัญหาในกลุ่มไฮยีลด์บอนด์จำนวน 12 บริษัทก็ได้ขอยืดหนี้ออกไป ซึ่งเชื่อว่าบางส่วนจะกลับไปหาสถาบันการเงินเพื่อกู้เงินมาชำระหนี้ได้หรือบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักๆอาจขอยืดหนี้ต่ออีก โดยสมาคมฯก็ยังเฝ้าติดตามอยู่อย่างต่อเนื่อง

  • Facebook

+66847000180

©2019-2020 by Wealth Plus Today.