เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง มั่นใจปี’66 เศรษฐกิจขาขึ้น การลงทุนกลับมาเป็นบวก หนุนธุรกิจเติบโต 3-5%

Categories : Update News, Wealth

Public : 12/21/2022

เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง มองทิศทางลงทุนปี 2566 เป็นบวก ทั้งตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น หลังเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ คาดเริ่มฟื้นตัวจริงจังช่วงครึ่งปีหลัง 2566 ส่งผลให้ธุรกิจเคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง กลับมาเติบ 3-5% ได้ตามปกติ พร้อมกลับมาลุยด้านลงทุนหลัง"หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุด" ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก 2566 และเดินหน้าบริการที่ปรึกษาบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัว เสริมความแกร่งโซลูชัน 4 เสาหลัก เพื่อสร้างการเติบโต เก็บรักษา และส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2566 ทิศทางการลงทุนทั้งตลาดตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่และตลาดหุ้นน่าจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนเฉลี่ยโดยกลับมาเป็นบวกได้ โดยอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเศรษฐกิจยังคงถดถอยแบบบางๆในช่วงครึ่งปีแรก และเริ่มฟื้่นตัวในในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ตลอดทั้งปีผลตอบแทนจากการลงทุนจึงเป็นบวก และทำให้ในปีหน้า เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง จะกลับมามีอัตราเติบโตได้ตามปกติปีละ 3-5% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่อัตราการเติบโตคงที่ และผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ดีมากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันให้บริการลูกค้าอยู่ประมาณ 13,000 ราย และมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการทั้งหมดประมาณ 9 แสนล้านบาท

"ในช่วงปลายปีนี้ เราเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว ขนาดจีดีพีไทยก็กลับมาอยู่ก่อนช่วงเกิดโควิดแล้ว แสดงว่าที่ผ่านมจีดีพีก็ยังเติบโตได้เรื่อยๆ จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้ามา สิ้นปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 11 ล้านคน ปีหน้าก็เพิ่มเป็น 22 ล้านคน และปี 2567 เพิ่มเป็น 40 ล้านคน ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม มีโอกาสที่นักลงทุนจะกลับเข้ามาและส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยด้วย"นายจิรวัฒน์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุนในปี 2566 ที่ เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง แนะนำจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การแตะจุดสูงสุดของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ดังนี้ "ก่อนบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุด" คือ 1.การลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น 2.เน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูง เช่น หุ้นบริษัทที่ความสามารถในการแข่งขัน และกำหนดราคา ทำให้สามารถเป็นผู้ชนะในภาวะเงินเฟ้อสูงได้ 3.กระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุน Hedge Fund และ 4.กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์นอกตลาดที่มีความผันผวนด้านราคาในระยะสั้นต่ำ

นอกจากนี้ "หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุด" ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก 2566 เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง ก็จะเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน ด้วยการ 1.ลงทุนบางส่วนในทองคำ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐฯ จะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นอ่อนค่าลง 2.ลงหุ้นกู้เอกชนผลตอบแทนสูง (High Yield) จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง และ 3.ทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น หากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยเพื่อต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอยชัดเจนขึ้น

“ในปี 2566 ธนาคารจะยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของโซลูชันใน 4 เสาหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย การลงทุนบนหลักการ Risked-based Asset Allocation การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก การลงทุนเพื่อความยั่งยืน และการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัว ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งขึ้นในการสร้างการเติบโต เก็บรักษา และส่งต่อความมั่งคั่งของลูกค้าต่อไปในอนาคต” นายจิรวัฒน์ กล่าว

นายจิรวัฒน์ กล่าวว่า  การลงทุนในปี 2565 ถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างสูง จากราคาที่ปรับตัวลงแรงในแทบทุกสินทรัพย์หลัก นับเป็นเพียง 3 ปี ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ปรับตัวลดลงพร้อมๆ กัน โดยผลตอบแทนของตลาดหุ้นโลกและพันธบัตรรัฐบาลโลกนับจากต้นปีปรับตัวลดลงถึง -17.9% และ -16.8% ตามลำดับ** อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสสุดท้าย ตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากสัญญาณบวกหลายปัจจัย ทั้งผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอลง และมีแนวโน้มจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาชะลอตัวอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ลดความเร็วการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

"ตลอดปีที่ผ่านมา เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง ในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ให้ความสำคัญกับการสร้างพอร์ตที่มีความคล่องตัวสูง รองรับสถานการณ์ที่ผันผวน กระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก และยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อความยั่งยืน โดยพอร์ตลงทุนที่แนะนำลูกค้าอย่าง K-ALPHA มีการจัดการความเสี่ยง และกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ตั้งแต่สินทรัพย์สภาพคล่อง กองทุนผสมในฐานะพอร์ตหลัก (Core Port) กองทุนรวมหุ้นและ ตราสารหนี้ทั่วโลก ตลอดจนสินทรัพย์นอกตลาดอย่างกองทุนหุ้นนอกตลาด ยังคงสามารถรักษาระดับผลตอบแทนอยู่ระหว่าง - 3.8 และ-5.5% นับจากต้นปี ในขณะที่ผลตอบแทนขาดทุนสูงสุด อยู่ระหว่าง -5.7% และ -8.3% หากเทียบกับการกระจายการลงทุนแบบดั้งเดิม (หุ้น 60: ตราสารหนี้ 40) ให้ผลตอบแทนที่ -14.8% ในขณะที่ผลตอบแทนขาดทุนสูงสุดที่ -23.8% หรือหากเทียบกับการลงทุนในหุ้น หรือตราสารหนี้อย่างเดียวให้ผลตอบแทนที่ -15.0% และ -14.4% ในขณะที่ผลตอบแทนขาดทุนสูงสุดที่ -26.1% และ -21.9% ตามลำดับ" นายจิรวัฒน์ กล่าว

สำหรับความสำเร็จที่โดดเด่นในปี 2565 ผ่าน 4 เสาหลักของโซลูชันการบริหารความมั่งคั่งครบวงจร ของ KBank Private Banking ประกอบด้วย

• กองทุน K-ALLROAD Series นวัตกรรมการลงทุนขับเคลื่อนอัตโนมัติ บนหลักการ Risk-based Asset Allocation ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า จากจุดเด่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป ทำให้กองทุนมีสมดุลด้านความเสี่ยง โดยทั้ง 3 กองทุนในซีรีส์นี้สามารถระดุมเงินลงทุนจากลูกค้าไปได้กว่า 5,400 ล้านบาท

• การนำเสนอนวัตกรรมการลงทุนทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในภาวะผันผวน โดย KBank Private Banking มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และสำหรับ 3 กองทุนที่เสนอขายครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ กองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วโลก (K-GPE22B-UI) กองทุนตราสารหนี้และหุ้นนอกตลาดทั่วโลก (K-GPA22A-UI) และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยนอกตลาด (ASP-APR-UI (KEX)) โดยทั้ง 3 กองทุนสามารถระดมเงินลงทุนรวมสูงถึง 5,000 ล้านบาท

• การลงทุนเพื่อความยั่งยืน เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้าง “ทางรอด” ให้กับโลกและการเติบโตที่มั่นคงให้กับทั้งธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว ซึ่งกองทุนหลักที่ธนาคารแนะนำอย่างกองทุนเปลี่ยนโลก (K-CHANGE) ยังคงมีผลตอบแทนที่ดี โดยกองทุนหลักสามารถสร้างผลตอบแทนนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนได้สูงถึง 197% หรือเฉลี่ย 20.07% ต่อปี

• บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัว ได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันให้บริการลูกค้า 790 ครอบครัว หรือราว 36% ของลูกค้าทั้งหมด และมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การดูแลครอบคลุมทรัพย์สินครอบครัวทั้งธุรกิจและที่ดินประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ในขณะที่บริการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการที่ปรึกษาครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์มูลค่ารวม 3.2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ Land Loan for Investment เพื่อแปลงทรัพย์สินที่ดินมาเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 1,800 ล้านบาท