“FETCO”ร่อนจดหมายเชิญ9พรรคการเมืองโชว์กึ๋นนโยบายด้านตลาดทุน-เศรษฐกิจ

Categories : Update News, Stock Market

Public : 08/03/2023
 

"FETCO"ร่อนจดหมายเชิญ9พรรคการเมืองโชว์กึ๋นนโยบายด้านตลาดทุน-เศรษฐกิจ เหตุมีประชาชนที่เป็นนักลงทุน-ผู้ออมทั้งทางตรง-อ้อมเกือบ10 ล้านเกี่ยวข้อง 

เสนอรัฐอัดงบผ่าน ททท ดึงจีนเที่ยวไทย เพื่อพยุงเศรษฐกิจ หลังประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง มีภาวะ ช่วงสุญญากาศ 2-3 เดือนก่อนมีรัฐบาลใหม่ หวั่นเศรษฐกิจชะงัก หลังจีดีพีไตรมาส4 ติดลบ "ไทยไม่ใช่ เซฟเฮพเว่น" สงคราม-เฟ้อ-เฟด กระทบลงทันทั้งโลกจับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรง ปีนี้3-4ครั้ง ดีนดอกเบี้ยทะลุ6% " หุ้นธนาคาร น่าลงทุน

ดร.กอบศักดิ์  ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ทางสภาพได้ส่งจดหมายเชิญ9 พรรคการเมืองเพื่อนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ว่าแต่ละพรรคมีนโยบายด้านตลาดทุนเป็นอย่างไร เพราะตลาดทุนไทยมีประชาชนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและอ้อมจำนวนมากผ่านบัญชีหุ้น 2 ล้านคน บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล 1 ล้านคนและกองทุนรวม รวมถึงยังเกี่ยวเนื่องกับสังคมสูงวัยและผู้เกษียณรอายุด้วย โดยจะจัดงาน 25 มีนาคมนี้ 

 สำหรับเศรษฐกิจและการลงทุนนั้น ยังคงได้รับผลจาก สงคราม เงินเฟ้อ เฟด ต่อเนื่องไปอีกหลังล่าสุดเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และตลาดคาดกัน 3-4ครั้งปีนี้ครั้งละ0.25%-0.5% ก็ต้องติดตาม แต่มองว่าถ้าขึ้นในระดับนี้ สิ้นปีดอกเบี้ยเฟดน่าจะทะลุ6% และมีผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

 

" มองว่าบาทอ่อนค่าลงมา 35 บาทต่อดอลลาร์น่าเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย  เฉพาะส่งออกและภาคการเกษตร และช่วยชะลอกาคหดตัวของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอยเร็วกว่าที่คาดไว้ ชัดจีดีพีไตรมาส4 ที่ติดลบ และยิ่งไทยอยู่ในช่วงเลือกตั้ง กว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลจะมีช่วงเวลาสุญญากาศท2-3เดือน ซึ่งรัฐบาลควรจะสนับสนุนงบให้การท่องเที่ยว เพื่อโปรโมทให้จีนมาเที่ยวไทย และมองว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญมากต่อเศรษฐกิจหลังจากนี้ เพราะหลังเปิดเมืองเศรษฐกิจจีนเติบโตได้ดี "

 

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 121.13 ปรับตัวลดลง 24.3% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนมองว่าการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการเลือกตั้งในประเทศและการไหลเข้าของเงินทุน สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อการกลับมาแพร่ระบาดของ Covid-19 หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น รองลงมาคือสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือน และสถานการณ์การเมืองในประเทศก่อนการเลือกตั้ง

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2566ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2566) อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ลดลง 24.3% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 121.13
ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบัน อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดเหมืองแร่ (MINE)
ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การฟื้นต้วของภาคท่องเที่ยว
ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความกังวลต่อสถานการณ์โควิด หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น

ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2566 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับลดลง โดยนักลงทุนบุคคลปรับลด 27.0% อยู่ที่ระดับ 121.62 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด  9.1% อยู่ที่ระดับ 125.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 28.2% อยู่ที่ระดับ 107.69 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับลด 23.6% อยู่ที่ระดับ 122.22

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 SET Index ปรับตัวลดลงโดยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก นักลงทุนมีความกังวลว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องหลังจากการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงการที่เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องซึ่งเป็นผลจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับต่างประเทศห่างกันชัดเจน   นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้โดยตัวเลข GDP ล่าสุดที่ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศ พบว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2565 ขยายตัวเพียง 1.4% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 4.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัวแค่ 2.6% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 3.2% โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566  ปิดที่ 1,622.35 จุด  ปรับตัวลดลง 2.9% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 กว่า 43,562 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 24,565 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของ  FED ปัญหาการจ้างงานจากแนวโน้มการลดคนอย่างต่อเนื่องของบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในรัสเซีย—ยูเครน ซึ่งยืดเยื้อมานานการ 1 ปี และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ—จีน จากปัญหา “บอลลูนจีน” ที่รุกล้ำน่านฟ้าสหรัฐฯ ซึ่งอาจลุกลามไปเรื่องสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นและนักท่องเที่ยวไทยจากมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกลับสู่ช่วงก่อน Covid-19 ได้เร็วยิ่งขึ้น รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศก่อนการเลือกตั้ง